ทวี สุรฤทธิกุล
คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีคงอยากอยู่ในอำนาจนาน ๆ แต่วิกฤติที่รุมเร้าอาจจะทำให้ “ตกเก้าอี้” ได้เร็ววัน
รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีระกูล เกิดขึ้นด้วยเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง ด้วยการ “หักหน้า” (ที่กระทำกันซึ่ง ๆ หน้า ตรงข้ามกับ “หักหลัง” ที่ต้องทำลับหลัง)พรรคประชาชน ที่เคยทำ MOU ไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการยุบสภาในปลายปี 2568 ว่าจะร่วมมือกันตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง แต่เป็นโชคร้ายของพรรคประชาชนที่ได้ ส.ส.น้อยกว่าพรรคภูมิใจไทย พอจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยกลับไปเลือกเอาพรรคเพื่อไทย ที่ว่ากันว่ามีข้อต่อรองน้อยกว่า รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ ก็ล้วนอยู่ในภาวะ “โดนของเขมร” ยอมให้พรรคภูมิใจไทยจูงจมูกเข้าร่วมรัฐบาลไปจนเกือบหมด พรรคประชาชนจึงต้องไปเป็นฝ่ายค้านด้วยความช้ำชอก ส่วนพรรคที่ไม่ได้ร่วมเป็นรัฐบาลก็ต้องสงบปากสงบคำ เช่น พรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ และถูกเรียกว่า “พรรคฝ่ายคอย” เพราะไม่อยากค้านและถ้ามีโอกาสน่าจะถูกเรียกเข้าไปเสริมหรือร่วมรัฐบาลภายหลัง
ทฤษฎีการเมืองไทยที่ว่าด้วยการล่มสลายของรัฐบาลที่ใช้กันมากและเป็นจริงมาทุกยุคทุกสมัยก็คือ “ทฤษฎีสนิมเกิดแต่เนื้อในตน” อธิบายว่าจุดเปราะบางที่สุดของรัฐบาลไทยก็คือ การทำลายกันเองภายในพรรคร่วมรัฐบาล เหมือนสนิมเหล็กที่เกิดจากเนื้อเหล็กที่มาหลอมรวมกันนั่นเอง แต่มาถึงวันนี้ในสถานการณ์ที่พรรคร่วมรัฐบาลเองก็ยังดูแข็งแกร่ง ดูยังช่วยกัน “ทำมาหากิน “ เอ๊ย “ทำการทำงาน” กันด้วยดี แต่ก็เกิดมีวิกฤติภายนอกมารุมเร้า ระลอกแล้วระลอกเล่า ประดุจถูกกองไฟหลาย ๆ กองเข้ามารุมสุมใส่ จึงอาจจะนำมาซึ่งการล่มสลายของรัฐบาลนี้ได้เร็วขึ้น ซึ่งผู้เขียนขอเรียกลักษณะอาการนี้ว่า “สุมไฟใส่เตาหลอม” เพราะรัฐบาลชุดนี้กำลังมีปัญหาต่าง ๆ รุมเร้า เข้าลักษณะที่มีทั้ง “ไฟในและไฟนอก” โหมกระพือเข้ามาหลอมให้รัฐบาลพังเร็ว ๆ
“ไฟใน” ที่ว่าก็คือการแสวงหาผลประโยชน์หรือ “การถอนทุน” ของรัฐมนตรีในรัฐบาล ซึ่งในสมัยนี้ทำได้ยากกว่าในสมัยก่อน เป็นด้วยโซเชียลมีเดียที่แข่งขันกันหาคอนเท้นต์สร้างกระแส ซึ่งความโลภของนักการเมืองนี้เป็นเหยื่ออย่างดีของการขุดคุ้ย ที่รัฐบาลชุดนี้โดนหนัก ๆ ก็เช่น กรณี Thai Passport หรือการแจกแอพพลิเคชันเอไอฟรี มูลค่า 1,6๐๐ กว่าล้านบาท ก็เชื่อกันว่าเป็นการถอนทุนที่วางแผนมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง ดังจะเห็นได้จากการขอแลกตำแหน่งกระทรวงนี้กับพรรคเพื่อไทยที่คุมกระทรวงนี้อยู่ก่อน แลกกับกระทรวงศึกษาธิการที่คนสกุลชิดชอบเคยครองอยู่ โดยพรรคประชาชนได้ให้ “นางบู๊มือ 1” นางสาวรักชนก ศรีนอก ออกฟาดฟันกับลูกชายสุดเลิฟของ “ครูใหญ่บุรีรัมย์” อย่างเมามันอยู่ในขณะนี้
ส่วน “ไฟนอก” ก็ยังคงเป็นกระแสในโซเชียลมีเดียเช่นเดียวกัน แต่เป็นการก่อกองไฟขึ้นจากคนภายนอก ที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรงขณะนี้ก็คือกรณีการฮั้ว ส.ว. ที่พรรคประชาชนให้ “รองเจ้าสำนัก” นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ ออกมากระหน่ำฟันอย่างดุเดือด รวมถึงกรณีเขากระโดงที่หลาย ๆ ภาคส่วนก็ออกมาช่วยกันถล่มอยู่ในขณะนี้ (ล่าสุดเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา จะมีการสอบสวนโดย ปปช.เพิ่มเติมว่า ทำไมอธิบดีกรมที่ดินจึงไม่ดำเนินการเพิกถอนกับผู้บุกรุก แต่ก็เชื่อกันว่าคงเป็นแค่ “ลิเก ปปช.” อีกฉากหนึ่งเท่านั้น) ทั้งนี้อาจจะมี “ไฟนอก” โหมเข้ามาอีกหลายกอง โดยเฉพาะที่กำลังจะมีการเสี้ยมให้พรรคร่วมรัฐบาลเกิดความหวาดระแวงกัน เพื่อผนวกเข้าไปสู่ทฤษฎีสนิมเกิดแต่เนื้อในตน ที่จะทำให้รัฐบาลนั้นพังได้เร็วกว่า
ขณะนี้พรรคที่มีความโดดเด่นว่าจะขึ้นมาแทนที่พรรคภูมิใจไทยก็คือพรรคเพื่อไทย เมื่อพิจารณาจากการวางตัวของแกนนำพรรคหลาย ๆ คนก็พอจะเดาได้ว่า “อย่าทำตัวให้เด่นจะเป็นภัย” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “Low profile, high profit. ก้มตัวต่ำ กำไรสูง” ก็น่าจะมองไปได้ว่ากำลังรอคอยจังหวัดที่พรรคภูมิใจไทยนั้นทำพลาดอยู่ตลอดเวลา รวมถึงความสงบเงียบของนายทักษิณ ชินวัตร ภายหลังการรับพระราชทานอภัยโทษเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็ยิ่งทำให้เพิ่มความเชื่อเข้าไปได้อีกว่า พรรคเพื่อไทยกำลังแสดงบท “หงิม ๆ หยิบชิ้นปลามัน” (เพราะปกตินายทักษิณจะทั้ง “พล่านและพล่าม” ทนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ตามสไตล์ “บุรุษที่ไม่อยากให้โลกลืม” หรือ “จมไม่ได้” ไม่ใช่แค่จมไม่ลงเหมือนผู้มีอำนาจทั่วไป)
อย่างไรก็ตาม โดยปกติคนที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็จะต้องพยายามอยู่ในตำแหน่งให้นานที่สุด แต่ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นก็จำเป็นจะต้องแก้ไขปัญหานั้นให้หมดไปก่อน แต่ถ้าแก้ไม่ได้หรือปัญหานั้นจะนำมาซึ่งความยุงเหยิงและ “วอดวาย” ก็อาจจะต้องตัดไฟแต่ต้นลง ซึ่งรัฐบาลมีอาวุธที่สำคัญคือการยุบสภา เช่น ในกรณีที่เรื่องการทุจริตของรัฐบาลถูกเสนอเป็นญัตติไม่ไว้วางใจเข้าสู่สภา แม้ว่าเสียงในสภาของรัฐบาลจะมีมากกว่าฝ่ายค้านมาก แต่ถ้าฝ่ายค้านมีหลักฐานมัดแน่นรัฐบาลได้ แม้จะแพ้เสียงโหวต แต่รัฐธรรมนูญก็ให้นำหลักฐานเหล่านั้นเสนอต่อ ปปช. เพื่อสอบสวนเอาผิดนักการเมืองที่กระทำผิดได้อีก อย่างในกรณี Thai Passport ถ้าเรื่องนี้เข้าสู่ ปปช. ก็ย่อมกระเทือนไปทั้งตระกูลชิดชอบที่เป็นเจ้าของพรรคภูมิใจไทยตัวจริง รวมตลอดทั้งคนที่เป็นเจ้าของ “บุรีรัมย์แลนด์” ก็จะต้องกระทบกระเทือนอย่างหนัก เพราะ ปปช.เองตอนนี้ก็ง่อนแง่น กรรมการหลายคนโดนหางเลขในเรื่องที่เคยช่วยเหลือนักการเมืองไปแล้ว เช่นในกรณีนาฬิกาเพื่อนของนายทหารใหญ่บางคน รวมถึงข้าราชการที่เคยช่วยเหลือนักการเมือง อย่างกรณีเขากระโดง ก็คงจะต้องเป็น “นกมีหูหนูมีปีก” หาทางเอาตัวรอด โดยอาจจะไม่ยอมเสี่ยงที่จะช่วยนักการเมืองในเรื่องทุจริตต่าง ๆ อีกต่อไป อย่างกรณีที่ข้าราชการของกระทรวงมหาดไทยในจังหวัดภูเก็ตได้ท้าทายอำนาจของนายอนุทินนั้นด้วย
อย่าลืมว่า “ตัวอำนาจ” ของการเมืองไทยนั้นค่อนข้างจะซับซ้อน คำว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” ยังเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ไปในระบบตัวอำนาจของการเมืองไทย เพราะตัวอำนาจในการเมืองไทย(โปรดสังเกตว่าผู้เขียนใช้คำว่า “ตัวอำนาจ” ก็เพื่อเน้นให้เห็นเรื่องการใช้อำนาจในการเมืองไทยให้ชัดเจน เพราะจะได้เห็นเป็น “ตัว ๆ” ไปเลย และตัวอำนาจในการเมืองไทยนี้ไม่ควรจะได้รับการยกย่องว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ จึงเรียกเป็น “ตัว” ดังกล่าว)มีการอำพรางและปรับเปลี่ยนกันแบบสลับซับซ้อน อย่างในกรณีที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เขาว่า “คนหน้าเหลี่ยม” กำลังวางแผนล้างแค้น “คนปากห้อย” อย่างที่หนังกำลังภายในจีนบอกว่า “แค้นนี้ชั่วชีวีก็ไม่หาย”
นายอนุทินจึงเป็นแค่ “เบี้ย” ตัวหนึ่งบนกระดานหมากรุกของตัวอำนาจทั้งสองตัวดังกล่าว ดังนี้จึงน่าจะอยู่ไปอย่างยากลำบาก สรุปแบบฟันธงได้เลยว่า “คงอยู่ไม่ได้นาน”
บางทีนายอนุทินอาจจะต้องล้างไพ่ “ยุบสภา” แล้วหลบไปเลียแผลใจสักพัก พร้อมพยักหน้ายิ้มแบบนายพลแมคอาเธอร์ตอนที่ถูกไล่ออกจากญี่ปุ่นว่า “I shall return. – ให้กรูกลับมาก่อนเถอะมรึง!”
แต่ว่าแมคอาเธอร์ก็ไม่ได้กลับมาญี่ปุ่นอีกเลย (555)








