สถานการณ์วิกฤตสภาพภูมิอากาศในปี 2026 ได้ก้าวเข้าสู่ภาวะที่นักวิชาการเรียกว่าจาก "โลกเดือด" (Global Boiling) สู่ "สภาวะโลกรวน" (Global Chaos) อย่างเต็มตัว โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่าโลกเผชิญกับช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปี 2024 ที่สร้างสถิติเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมาด้วยอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.63 องศาเซลเซียส
และความร้อนยังคงพุ่งสูงต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2025 ซึ่งพบว่าเดือนมกราคมปีดังกล่าวเป็นเดือนมกราคมที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยอุณหภูมิสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.70 องศาเซลเซียส แม้ปรากฏการณ์ลานีญาจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2025 แต่อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในหลายภูมิภาคยังคงสูงผิดปกติอย่างน่าประหลาดใจสำหรับนักวิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับรายงานล่าสุดในช่วงแปดเดือนแรกของปี 2025 ที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกมีแนวโน้มทำให้ปี 2025 ติดอันดับ 1 ใน 3 ปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์
แนวโน้มความรุนแรงที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือการที่โลกกำลังขยับเข้าใกล้ "จุดย้อนกลับไม่ได้" (Point of No Return) หรือสภาวะ "โลกเรือนกระจกสุดขั้ว" (Hothouse Earth) ซึ่งอาจเกิดขึ้นหากอุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นจนไปกระตุ้นจุดเปลี่ยนผ่าน (Tipping Points) ของระบบนิเวศ เช่น การละลายของน้ำแข็งในกรีนแลนด์และการอ่อนกำลังลงของกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรแอตแลนติก (AMOC) ซึ่งหากผ่านจุดเหล่านี้ไปได้ อาจเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรและรุนแรงเกินกว่าที่มนุษย์จะควบคุมได้แม้จะหยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภายหลังก็ตาม
ในด้านสถิติการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รายงาน Emissions Gap Report 2025 (UNEP) ชี้ว่าโลกยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงกว่า 57 กิกะตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมีระดับความเข้มข้นของก๊าซ CO2 ในชั้นบรรยากาศพุ่งสูงเฉลี่ยที่ 426.5 ส่วนในล้านส่วน (ppm) (อ้างอิง: NOAA Global Monitoring Laboratory) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากยุคก่อนอุตสาหกรรมกว่า 50% และเป็นระดับที่สูงสุดในรอบหลายล้านปี
ปัญหาที่ตามมาคือระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นในอัตราเร่งจาก 2.1 มม. ต่อปี เป็น 4.77 มม. ต่อปี ในช่วงทศวรรษล่าสุด (อ้างอิง: WMO State of the Global Climate) ขณะที่ธารน้ำแข็งทั่วโลกสูญเสียมวลน้ำแข็งทำสถิติสูงสุด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชากรกว่า 900 ล้านคนที่อาศัยในพื้นที่ชายฝั่งต่ำ
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงที่จะขยับเข้าใกล้อันดับ 1 ใน 10 ประเทศกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากสภาพอากาศสุดขั้วตามดัชนีความเสี่ยงภูมิอากาศโลก เห็นได้จากเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงในพื้นที่ภาคเหนือ ไฟป่า และฝุ่น PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ข้อมูลการคาดการณ์จาก WMO ระหว่างปี 2025-2029 ระบุว่ามีโอกาสถึง 86% ที่อุณหภูมิโลกจะสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสอย่างน้อยหนึ่งปี และอาร์กติกอาจร้อนเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 4 เท่า ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อสภาพแวดล้อม แต่ยังรวมถึงความมั่นคงทางอาหารและน้ำ ซึ่งในเอเชียใต้และอเมริกาใต้เผชิญกับภัยแล้งยาวนานต่อเนื่อง
แนวทางแก้ไขที่เร่งด่วนที่สุดคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมหาศาล (Decarbonization) โดยโลกจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซลงให้ได้ 42% ภายในปี 2030 (อ้างอิง: UNEP) เพื่อรักษาเป้าหมายไม่ให้อุณหภูมิสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ทางออกที่เป็นความหวังคือการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงการผลักดันเทคโนโลยี Smart City และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เข้ามาช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในระดับเมือง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบสำคัญคือความผันผวนของนโยบายระหว่างประเทศที่อาจทำให้ช่องว่างการปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้น ดังนั้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นและการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning Systems) ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในปี 2027 จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อรักษาโลกให้ยังคงเป็นที่อยู่อาศัยได้สำหรับคนรุ่นต่อไป







