วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 - กรมควบคุมโรคกำหนดให้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันรณรงค์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเลือกแสดงออกความรักด้วยการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ทั้งที่ยังไม่ทราบสถานะสุขภาพของตนเองและคู่ ซึ่งอาจทำให้ความรักกลายเป็นความเสี่ยงได้
โดยนายแพทย์สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี (สคร.8) เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นและเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพบว่าโรคซิฟิลิสเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า จากผู้ป่วยประมาณ 8,700 คนในปี 2562 เป็นกว่า 25,000 คนในปี 2568 ขณะที่โรคหนองในยังคงพบในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
สะท้อนถึงพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ปลอดภัยซึ่งส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลปี 2567 พบว่าคนไทยใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง สำหรับสถานการณ์ในเขตสุขภาพที่ 8 จากการเฝ้าระวังระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงกันยายน 2568 พบผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 5 โรคหลัก ได้แก่ โรคซิฟิลิส โรคหนองใน โรคหนองในเทียม โรคแผลริมอ่อน และกามโรคของต่อมน้ำเหลืองและท่อน้ำเหลือง รวมทั้งสิ้น 3,130 ราย
โดยโรคซิฟิลิสมีอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงที่สุด พบมากในกลุ่มอายุ 20-24 ปี รองลงมาคือ 25-29 ปี และ 15-19 ปี ตามลำดับ อาชีพที่พบสูงสุดคือรับจ้างและกรรมกร โดยมีจังหวัดอุดรธานีและหนองคายเป็นพื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูงสุด ส่วนโรคหนองในพบอัตราป่วยสูงเป็นอันดับสอง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-19 ปี ตามด้วยกลุ่ม 20-24 ปี และ 25-29 ปี ซึ่งจังหวัดนครพนมและหนองคายมีอัตราป่วยสูงสุดในกลุ่มโรคนี้
ด้านนายวิสุทธิ์ แซ่ลิ้ม หัวหน้ากลุ่มโรคติดต่อเรื้อรัง กล่าวเพิ่มเติมว่าในวันวาเลนไทน์ปี 2569 นี้ สคร.8 อุดรธานี ได้ร่วมรณรงค์ภายใต้แนวคิด "Love status, Love 4ever: ทุกสถานะมีรักนิรันดร์" เพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการดูแลสุขภาพทางเพศ โดยเน้นย้ำสิทธิประโยชน์ด้านสาธารณสุขที่ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ฟรี ประกอบด้วย การตรวจเชื้อเอชไอวีและซิฟิลิสฟรีปีละ 2 ครั้งที่โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ หรือขอรับชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง (HIV Self-test) ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ในเมนูกระเป๋าสุขภาพเพื่อนำไปรับที่จุดบริการใกล้บ้าน
รวมถึงการเข้าถึงยาต้านไวรัสเอชไอวี (ARV) ฟรีตั้งแต่วันที่ทราบผลเพื่อลดปริมาณไวรัสในเลือดจนถึงระดับที่ตรวจไม่พบ (Undetectable) ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่คู่หรือที่เรียกว่า U=U นอกจากนี้ยังสนับสนุนการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งทุกช่องทางเพื่อป้องกันทั้งโรคและการตั้งครรภ์ โดยสามารถรับถุงยางอนามัยได้ฟรีผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังหรือหน่วยงานสาธารณสุข
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสามารถรับยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ (PrEP) และยาป้องกันหลังการสัมผัสเชื้อเอชไอวี (PEP) ซึ่งต้องรับประทานทันทีภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีความเสี่ยง ได้ที่โรงพยาบาลรัฐทุกแห่งและหน่วยบริการสุขภาพที่ร่วมรายการ โดยสามารถค้นหาพิกัดจุดบริการได้ที่เว็บไซต์ของกรมควบคุมโรค หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422







