รายงานพิเศษ
สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ปี 2568 ได้บรรเทาลงแล้วในหลายพื้นที่ และกำลังเข้าสู่โหมดของการฟื้นฟู เยียวยา รวมถึงการเก็บกวาดเศษซากความเสียหาย โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของมหาอุทกภัยครั้งนี้ ได้เริ่มมีการจัดกิจกรรม Big Cleaning Day ในวันนี้ (29 พ.ย.68) เพื่อเร่งคืนความปกติให้กับพื้นที่ อย่างไรก็ตาม แม้ระดับน้ำจะลดลง แต่ในจังหวัดปัตตานียังคงมีฝนตกหนักและสร้างความกังวล เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมเดิมยังไม่คลี่คลาย การระบายน้ำเป็นไปอย่างยากลำบาก และได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง
ร่องรอยความเสียหายและหายนะทางเศรษฐกิจ
หลังน้ำลด พื้นที่หลายแห่งในหาดใหญ่เผยให้เห็นความเสียหายชัดเจน ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือ กองขยะขนาดใหญ่เกลื่อนเมือง โดยเฉพาะที่บริเวณถนนนิพัทธ์ภักดีและตลาดกิมหยง ซึ่งเริ่มส่งกลิ่นเหม็นเน่าหลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ และอาจกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งระดมรถเก็บขยะมาเคลียร์พื้นที่โดยด่วน
ย่านเศรษฐกิจใจกลางเมืองหาดใหญ่ โดยเฉพาะอาคารพาณิชย์บนถนนนิพัทธ์อุทิศ ทั้งสาย 1, 2 และ 3 ล้วนได้รับความเสียหาย ความรุนแรงของกระแสน้ำพัดจนรถยนต์ไร้ทิศทาง กระจกแตก ประตูม้วนร้านค้าขาด และบ้านไม้เก่าแก่ทรุดตัว ร้านค้าจำนวนมากต้องประสบภาวะสิ้นเนื้อประดาตัว สินค้าและทรัพย์สินจมน้ำเสียหายจนยากที่จะนำกลับมาขายได้อีก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ เช่น ที่นอน ฟูก โซฟา ตู้ไม้ รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า
ผู้ประกอบการหลายรายต้องสูญเสียทุนทั้งหมด อาทิ เจ้าของร้านอาหารที่ถนนประชาธิปัตย์ ลงทุนไปกว่า 2 ล้านบาท แต่เพิ่งเปิดร้านได้เพียง 1 ปี ต้องเผชิญความเสียหายทั้งหมด ขณะที่ตลาดสดพลาซ่าหาดใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งค้าเสื้อผ้าขนาดใหญ่ที่สุดของเมือง มีร้านค้ากว่า 300 ร้านค้า ถูกน้ำท่วมเสียหายเกือบทั้งหมด โดยพ่อค้าแม่ค้าประเมินความเสียหายไม่ต่ำกว่าล้านบาทต่อร้าน เนื่องจากมีการสต็อกสินค้าเพื่อเตรียมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่ ความเสียหายโดยรวมของหาดใหญ่ถูกประเมินว่าไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ คลินิกนายแพทย์สมนึก วีระนรพาณิช สูตินรีเวชชื่อดังที่เปิดมานาน 18 ปี และเป็นความหวังของผู้มีบุตรยาก ได้ประกาศปิดกิจการถาวร และติดแฮชแท็ก #สังเวยน้ำท่วมหาดใหญ่68 ซึ่งสร้างความเสียดายอย่างมากในหมู่ผู้ที่เคยได้รับความช่วยเหลือ
ความเดือดร้อนเร่งด่วนและอาชญากรรมซ้ำเติม
หลังน้ำลด ประชาชนในหลายพื้นที่ยังคงต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องน้ำประปาและระบบไฟฟ้าที่ยังขาดแคลน รายจ่ายในการซื้อน้ำเพื่อทำความสะอาดมีสูง แต่รายรับยังมองไม่เห็นเนื่องจากนักท่องเที่ยวยังไม่กลับมา แม้ว่าระบบไฟฟ้าจะเริ่มจ่ายไฟได้มากขึ้น แต่ยังไม่สามารถจ่ายได้ทุกครัวเรือน เนื่องจากต้องมีการประเมินความปลอดภัยเพื่อป้องกันไฟช็อตหรือไฟรั่ว ณ ขณะนี้ยังเหลือประมาณ 10,000 รายที่ยังไม่สามารถจ่ายไฟได้ในโซนที่น้ำท่วมขัง ด้านสัญญาณโทรศัพท์ในภาพรวมใช้ได้ประมาณ 80% แล้ว และมีการให้เน็ตฟรี 10 GB และโทรฟรี 100 นาที เป็นเวลา 15 วัน
ในช่วงวิกฤตนี้ ยังมีปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นซ้ำเติมผู้ประสบภัย โดยมีกลุ่มคนที่ฉวยโอกาสลักขโมยทรัพย์สิน ทั้งของใช้จำเป็นและของไม่จำเป็น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ไมโครเวฟ (มูลค่าสูงถึง 49,990 บาท) และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (เบียร์ เหล้า) จากร้านสะดวกซื้อและโกดังสินค้า บางกรณีเป็นการบุกงัดตู้คอนเทนเนอร์บนขบวนรถไฟเพื่อขโมยเบียร์ นอกจากนี้ ยังมีการขโมยของมีค่าจากร้านค้าทั่วไป เช่น ร้านของเล่นในเขต 8 ที่ถูกขโมยของมูลค่าความเสียหายรวม 3 ล้านบาท ทั้งก่อนและหลังน้ำท่วม
พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี โดยแจ้งเตือนว่า การก่อเหตุอาชญากรรมในพื้นที่ภัยพิบัติมีโทษหนักกว่าช่วงปกติ คือจำคุกตั้งแต่ 15-20 ปี และปรับ 300,000–400,000 บาท
การรับมือและการเยียวยาจากรัฐบาล
รัฐบาลได้ปรับเข้าสู่โหมดการฟื้นฟูเยียวยาอย่างเต็มรูปแบบ นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่หาดใหญ่ถึง 4 ครั้ง และกล่าวขอโทษต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกสำหรับการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้
คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบประมาณกลางในส่วนนี้ 3,880 ล้านบาท และกำหนดมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเพื่อฟื้นฟูชีวิตผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยมีมาตรการหลัก 8 ข้อ
1. พักหนี้ พักเงินต้นและดอกเบี้ย 1 ปี (ลูกหนี้รายละ 1 ล้านบาท)
2. เงินกู้เพื่อยังชีพและประกอบอาชีพ 100,000 บาท (0% ดอกเบี้ย 6 เดือน)
3. เงินกู้เพื่อซ่อมแซมที่พักอาศัย 100,000 บาท (0% ดอกเบี้ย 1 ปี)
4. การชดเชยจากบริษัทประกันภัยรถยนต์ โดยลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวก
5. ประกันสังคม จ่ายชดเชยสูงสุดทุกกรณีแก่ผู้ประกันตน
6. เงินชดเชยครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท ในพื้นที่ที่ประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน (รวมผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมทุกกรณี แม้ไม่ใช่การจมน้ำโดยตรง)
7. มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME เป็นกรณีพิเศษ
8. สนับสนุนมาตรการทางภาษี และจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่
สำหรับผู้ประสบภัยทั่วไป รัฐบาลจะเร่งจ่ายเงินเยียวยา 9,000 บาทต่อครอบครัว ให้ถึงมือภายในสัปดาห์หน้า ณ วันที่ 29 พ.ย.68 มีผู้เสียชีวิตรวม 145 คนในภาคใต้ โดย 110 คนอยู่ในจังหวัดสงขลา และกำลังมีการระดมทีมแพทย์นิติเวชกว่า 40 คน เพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลและสาเหตุการเสียชีวิตที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ การชันสูตรศพมีความสำคัญเพื่อหาความจริงซึ่งมีผลต่อการรับเงินเยียวยา
ขณะที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว เช่น ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยังคงเปิดให้บริการต่อไป เนื่องจากผู้ประสบภัยบางส่วนยังไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้ เพราะบ้านเรือนยังไม่พร้อมเข้าอยู่อาศัย ไม่มีน้ำและไฟฟ้าใช้
การจัดการปัญหาและความรับผิดชอบของรัฐ
วิกฤตครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามถึงความรับผิดชอบและการบริหารจัดการ โดยเฉพาะประเด็นการแจ้งเตือนภัยของเทศบาลนครหาดใหญ่ ที่เคยประกาศว่า "เอาอยู่" ก่อนที่น้ำจะท่วมหนักถึง 4 เมตร ผลจากความบกพร่องนี้ทำให้เกิดการโยกย้ายนายอำเภอหาดใหญ่และผู้กำกับการ สภ.หาดใหญ่
นักวิชาการอิสระด้านการจัดการภัยพิบัติชี้ว่า ระบบกฎหมายไทยมีช่องโหว่หลัก เนื่องจาก พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยไม่ได้ระบุข้อบังคับเรื่องการเตือนภัยและการลดผลกระทบไว้อย่างชัดเจน การเยียวยาที่จ่ายในปัจจุบันถูกมองว่าเป็นเพียงเบี้ยหัวแตก ซึ่งไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการนำงบประมาณไปลงทุนในการป้องกัน
ประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ สามารถรวมกลุ่มกันเพื่อฟ้องร้องตำแหน่ง (ไม่ใช่ตัวบุคคล) โดยอ้างอิงมาตรา 157 เพื่อให้เกิดการแก้ไขปรับปรุงแผนงาน
เพื่อไม่ให้วิกฤตซ้ำรอย ประเทศไทยจำเป็นต้องถอดบทเรียนและปฏิรูปการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยมีข้อเสนอสำคัญ คือ
การฟื้นฟู ต้องใช้แนวคิด Build Back Better (สร้างใหม่ให้ดีกว่าเดิม) เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานทนทานต่อภัยพิบัติ
การแจ้งเตือน ต้องมีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลที่มีความโปร่งใสตามแบบไต้หวัน และเสริมสร้างขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ในภูมิภาคให้สามารถประเมินสถานการณ์ทางเทคนิค เช่น การอ่านแผนที่อากาศ และสื่อสารที่สอดคล้องกับท้องถิ่น
สาธารณูปโภควิกฤต ต้องมีแผนให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องและมีเวลาการฟื้นฟูที่ชัดเจน (Recovery Time) ตามแบบนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย
แผนอพยพ ต้องมีการจัดทำแผนแก้ปัญหาที่เป็นฉากทัศน์ (Scenario Planning) โดยละเอียด และกำหนดระดับความเสี่ยงที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่เห็นภาพเดียวกันในการอพยพและจัดเตรียมเครื่องมือในการช่วยเหลือ เนื่องจากปัจจุบันแผนงานที่ท้องถิ่นมีอยู่เป็นเพียงแผนที่ระบุว่าใครทำหน้าที่อะไรเท่านั้น ไม่ใช่แผนแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
น้ำใจคนไทยและหน่วยงานต่างๆ
ท่ามกลางวิกฤต หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนยังคงระดมความช่วยเหลือ มีการส่งมอบอาหาร สิ่งของจำเป็น ยา และอุปกรณ์ทำความสะอาดอย่างต่อเนื่อง ต่างช่วยกันเป็นสื่อกลางในการประสานความช่วยเหลือและแจ้งติดตามผู้สูญหาย
แม้ว่าหาดใหญ่และหลายพื้นที่ในภาคใต้จะเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ แต่สำหรับผู้ที่สูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และอนาคต ความจริงที่พวกเขาเผชิญคือความเสียหายครั้งใหญ่ที่เงินเยียวยาอาจไม่เพียงพอ วิกฤตนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ








