วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร และผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครกำลังเดินหน้าแผนเชิงรุกในการรับมือและป้องกันปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างเข้มข้น โดยอ้างอิงข้อมูลพื้นฐาน (Data) ที่บ่งชี้ถึงปัญหาทั้งฝุ่นภายในและภายนอกพื้นที่ ซึ่งมาตรการหลักแบ่งออกเป็น 4 มาตรการยกระดับกฎหมาย 3 มาตรการยกระดับการมีส่วนร่วม และ 3 มาตรการยกระดับการป้องกันสุขภาพประชาชน
มาตรการแรกคือการขยายพื้นที่ควบคุมการปล่อยมลพิษต่ำ หรือ Low Emission Zone (LEZ) ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาเน้นควบคุมรถบรรทุกดีเซล 6 ล้อขึ้นไป แต่ในปีนี้ได้ขยับการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายไปสู่รถยนต์ดีเซล 4 ล้อด้วย พร้อมทั้งขยายวงควบคุมจากเดิมที่เป็นโซนชั้นในไปครอบคลุมทั่วขอบเขตกรุงเทพมหานคร
นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับการควบคุมควันดำ โดยเฉพาะรถเมล์ในอดีต ซึ่งเดิมมีค่าความทึบแสงอยู่ที่ 30% แต่หลังจากมีการพูดคุยกับเจ้าของแล้ว สามารถขยับค่าความทึบแสงให้เข้มงวดขึ้นเป็น 20% ได้ เพื่อให้การตรวจสอบมีความรัดกุมยิ่งขึ้น แม้บางครั้งรถจะปล่อยควันดำออกมาแต่ค่าไม่เกิน แต่การปรับลดค่าความทึบแสงจะช่วยให้สามารถควบคุมได้ดีขึ้น
มาตรการที่สามคือการยกระดับการตรวจรถในไซต์ก่อสร้าง โดยเปลี่ยนจากการตรวจทั่วไปและการฉีดน้ำธรรมดา เป็นการบังคับให้รถทุกคันที่เข้าพื้นที่ก่อสร้างต้องอยู่ใน Green List ซึ่งครอบคลุมไปถึงรถ 4 ล้อ และกำลังพิจารณาให้รวมถึงรถมอเตอร์ไซค์ด้วย มาตรการนี้อยู่ระหว่างการกำหนดวันเวลาและจะมีการเริ่มดำเนินการ (Kick off) ในเร็ว ๆ นี้
ส่วนมาตรการที่สี่ที่สร้างความเข้มข้นทางกฎหมายคือการควบคุมมลพิษในโรงงาน โดย กทม. ได้ยกระดับกฎหมายเพื่อบังคับให้โรงงานที่มีการปล่อยไอหรือควันต่าง ๆ ซึ่งก่อให้เกิด PM 2.5 (เช่น TSP หรือไอหม้อไอน้ำ) ต้องติดตั้งตัวฟิลเตอร์ แม้ว่าอุปกรณ์นี้จะมีราคาสูงถึงหลักล้านบาท แต่ได้รับความร่วมมือจากอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อผลักดันมาตรการนี้
ด้านการขยายความร่วมมือสู่ภายนอกและภาคประชาชน หัวใจสำคัญของการรับมือฝุ่นจากภายนอกคือการยกระดับการมีส่วนร่วมกับจังหวัดเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการประสานงานกับจังหวัดนครนายก เนื่องจากข้อมูลตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาพบว่า มีจุด Hotspot ที่มีการเผาไหม้สูงใน 2 อำเภอของจังหวัดนครนายก ซึ่งทำให้ควันเหล่านี้พัดเข้าสู่กรุงเทพมหานคร คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์
มาตรการร่วมกับจังหวัดนครนายกประกอบด้วย การจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการเผาหญ้า ฟาง และข้าว การดำเนินการทำแนวกั้น (ตัวกั้น) ในพื้นที่เผาไหม้เพื่อป้องกันการลาม และหากเกิดวิกฤตจริง ๆ และหน่วยดับเพลิงในพื้นที่ไม่ทันท่วงที ทาง กทม. ก็พร้อมที่จะส่งรถดับเพลิงไปช่วยเหลือด้วย นอกจากนี้ เพื่อช่วยเกษตรกร ทาง กทม. ยังจะส่งรถอัดฟางไปให้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถสร้างรายได้เสริมแทนการเผา ซึ่งการประสานงานเบื้องต้นกับทางมหาดไทยและผู้ว่าราชการจังหวัดได้ดำเนินการไปแล้ว
ในด้านการแจ้งเตือนประชาชน มีการยกระดับการมีส่วนร่วมในระบบแจ้งเตือน โดยนอกจากจะใช้ Line Alert แล้ว หากค่า PM 2.5 ถึงจุดวิกฤตจริง ๆ จะมีการประสานแจ้งเตือนผ่านช่องทาง Cell Broadcast ได้ด้วย และมีการเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ล่วงหน้าจากเดิม 3 วัน เป็น 7 วัน
ด้านการป้องกันสุขภาพและการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ในส่วนของการป้องกันสุขภาพประชาชน มีการเน้นการยกระดับการทำห้องปลอดฝุ่นในสถานศึกษา โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2568 จะติดตั้งครบ 100% ทั้งในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รวมจำนวนห้องกว่า 1,900 ห้อง ขณะที่ปัจจุบันในปี 2567 มีห้องปลอดฝุ่นแล้ว 744 ห้อง หรือประมาณ 30-40%
มาตรการที่สองคือการส่งเสริม Work from Home (WFH) เชิงรุก โดยเปลี่ยนจากการรอประกาศของ กทม. เป็นการสนับสนุนให้บริษัทที่พร้อมดำเนินการ WFH ล่วงหน้า เช่น ให้พนักงาน WFH 1 วันจาก 5 วันทำการ
สุดท้ายคือการยกดับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะการสร้าง Green Wall หรือกำแพงต้นไม้ทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งในระยะยาว เมื่อต้นไม้เติบโตขึ้น จะช่วยป้องกันฝุ่นที่พัดมาจากทางตะวันออกเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ ได้ไม่มากก็น้อย








