สสส. จับมือ IHPP Foundation เปิดผลศึกษาภาระโรคประชากรไทย เผยตัวเลขน่าตกใจ คนไทยสูญเสียปีสุขภาพดีสูงถึง 20 ล้านปีสุขภาวะ ชี้ชัด “ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน” เป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ทำคนไทยสุขภาพพังร้อยละ 12.2 ขณะที่เพศชายสูญเสียปีสุขภาวะมากกว่าเพศหญิงจากพฤติกรรมดื่มเหล้า-สูบบุหรี่หนัก ด้าน สปสช. เผยงบฯ บัตรทองปี 68 ถูกใช้ชดเชยกลุ่ม NCDs สูงถึง 1.5 แสนล้านบาท เล็งปรับยุทธศาสตร์ปี 70 นำเทคโนโลยี AI และระบบข้อมูลปฐมภูมิมุ่งเป้ากู้วิกฤต
วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 – สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP Foundation) เปิดเผยผลการศึกษาภาระโรคและปัจจัยเสี่ยงของประชากรไทย พ.ศ. 2565 ในงานประชุมวิชาการภาระโรคฯ ปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “มองอนาคตสุขภาพคนไทยผ่านข้อมูลภาระโรคและปัจจัยเสี่ยง” พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า คนไทยต้องสูญเสียปีสุขภาวะหรือปีสุขภาพดี (DALYs) สูงถึง 20 ล้านปี โดยมีกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นสาเหตุหลัก
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. และ นางสาวกุลธิดา ราษฎร์ศิริ ผู้แทนคณะวิจัย IHPP Foundation ร่วมเปิดเผยว่า ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนขยับขึ้นมาเป็นปัจจัยเสี่ยงทางด้านเมตาบอลิกที่คุกคามสุขภาพคนไทยเป็นอันดับ 1 คิดเป็นร้อยละ 12.2 ของการสูญเสียปีสุขภาวะทั้งหมด รองลงมาคือ โรคความดันโลหิตสูง และระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกำลังกาย รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างวิกฤตฝุ่น PM 2.5
นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ชัดถึงความต่างทางพฤติกรรมระหว่างเพศ โดยพบว่า "ประชากรเพศชาย" มีอัตราการสูญเสียปีสุขภาพดีสูงกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่หนัก ขณะที่ "เพศหญิง" จะสูญเสียปีสุขภาพดีจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เพียงพอหรือมากเกินไป และการมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง
ด้าน ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันคนไทยมากถึงร้อยละ 55 มีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอ (ต่ำกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์) และมีเพียงร้อยละ 17 เท่านั้นที่รับประทานผักและผลไม้เพียงพอ ส่งผลให้ประชากรไทยร้อยละ 45 ต้องเผชิญภาวะน้ำหนักตัวเกินและไขมันในเลือดสูง ซึ่งหากไม่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ไทยจะเผชิญกับผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงพุ่งกระฉูดในอนาคต
พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยตัวเลขด้านงบประมาณที่น่ากังวลว่า ปัจจุบันผู้ป่วยในระบบบัตรทองกว่าร้อยละ 80 เป็นกลุ่มโรค NCDs และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2568 สปสช. ต้องใช้จ่ายงบประมาณชดเชยค่าบริการให้กลุ่มโรค NCDs สูงถึง 150,000 ล้านบาท เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว สปสช. จึงเตรียมปรับยุทธศาสตร์ในปี 2570 โดยจะเน้นการสนับสนุนงบประมาณไปยังระบบบริการปฐมภูมิ และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยพัฒนาฐานข้อมูลประชากรกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วย CRM (Cardio-Renal Metabolic) หรือกลุ่มโรคหัวใจ ไต และเมตาบอลิก โดยจะเริ่มนำร่องในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานผ่านแอปพลิเคชัน NHSO UC-Mee Sook ก่อนจะขยายผลไปยังกลุ่มโรค NCDs อื่นๆ
ในการประชุมครั้งนี้ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ร่วมกับศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) และศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ได้สรุปแนวทางยุทธศาสตร์สำคัญในการกู้คืนปีสุขภาวะของคนไทยด้วยมาตรการ "4 ลด" ดังนี้ 1.ลดการใช้ยาสูบ คงกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า, ผลักดันนโยบาย Nicotine-Free Generation, ปรับโครงสร้างภาษียาสูบเป็นอัตราเดียว และห้ามใช้สารแต่งกลิ่นรสเมนทอลเพื่อลดนักสูบหน้าใหม่ 2.ลดการใช้สุรา: ปรับกฎหมายให้เท่าทันการตลาดดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) กำหนดมาตรการยืนยันอายุและควบคุมการจัดส่งถึงบ้าน พร้อมยึดหลักการ "เศรษฐกิจไม่แลกสุขภาพ" ทบทวนมาตรการขยายเวลาขายแอลกอฮอล์หากพบว่าความสูญเสียทางสุขภาพสูงกว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 3.ลดอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ: ปรับปรุงนโยบายอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มฉลากคำเตือนโภชนาการ และคุ้มครองเด็กจากการตลาดอาหารที่เป็นภัยต่อสุขภาพ และ4.ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง: ส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายในชุมชน และพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการออกกำลังกาย
สสส. และภาคีเครือข่ายสุขภาพยืนยันพร้อมผสานพลังทุกภาคส่วน เพื่อพลิกโฉมมาตรการสร้างเสริมสุขภาพและนำมาตรการเชิงนโยบายเหล่านี้มาขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน เพื่อคืนปีสุขภาวะที่แข็งแรงและสร้างความยั่งยืนให้ระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว








