“เตาปูนโมเดล" เกมรุกสู้ NCDs ใช้ข้อมูลขับเคลื่อนการพัฒนา สร้างนวัตกรรม "ดอกไม้ 3 สี" เชื่อมสถานีสุขภาพ เครือข่าย Caregiver และภูมิปัญญาพื้นบ้าน พัฒนาระบบสุขภาพชุมชน สู่ต้นแบบการจัดการสุขภาวะอย่างยั่งยืน
ตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ กำลังเผชิญสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชน ทั้งการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการบริโภคอาหารรสหวาน มัน และเค็ม ส่งผลให้ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคเบาหวาน 270 คน และผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงกว่า 700 คน จากประชากรทั้งหมด 4,778 คน เทศบาลตำบลเตาปูนจึงเร่งขับเคลื่อนระบบดูแลสุขภาพเชิงรุกผ่านกลไก "ตำบลสุขภาวะ" เพื่อป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
จากข้อมูลสุขภาวะของพื้นที่พบว่า ประชาชนตำบลเตาปูนมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในหลายด้าน โดยมีผู้ดื่มสุราเป็นประจำร้อยละ 34.86 ผู้สูบบุหรี่ร้อยละ 21.31 และยังคงมีพฤติกรรมบริโภคอาหารรสหวาน มัน และเค็ม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคเรื้อรังอื่น ๆ
เพื่อตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าว เทศบาลตำบลเตาปูนได้ดำเนินการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง นับตั้งแต่เข้าร่วมเครือข่ายตำบลสุขภาวะในปี 2556 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบสุขภาพเชิงรุก ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกช่วงวัย และลดปัจจัยเสี่ยงที่เป็นสาเหตุของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระดับชุมชน
หลังเผชิญปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทศบาลตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ได้พัฒนาระบบดูแลสุขภาพเชิงรุกผ่านความร่วมมือของภาคีในพื้นที่ พร้อมนำนวัตกรรมด้านสุขภาพและเครือข่ายอาสาสมัครมาช่วยดูแลประชาชนตั้งแต่การป้องกัน คัดกรอง ติดตาม ไปจนถึงการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อลดความเสี่ยงของโรคและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่
นางฟารียา ช้อนกลาง รักษาการผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลเตาปูน เปิดเผยว่า ปัญหาที่สร้างภาระให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ 9 หมู่บ้าน คือการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ทำให้เทศบาลปรับแนวทางการทำงานจากการรักษามาสู่การป้องกันและดูแลเชิงรุก ผ่านการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับเครือข่ายสุขภาพในชุมชน
หนึ่งในนวัตกรรมที่นำมาใช้คือ "ดอกไม้ 3 สี" เครื่องมือสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพส่วนบุคคลสำหรับการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน โดยใช้ผลการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นเกณฑ์สื่อสารความเสี่ยง สีเขียวหมายถึงระดับปกติ สีเหลืองคือกลุ่มเสี่ยง และสีแดงคือผู้ป่วย ช่วยให้ประชาชนเข้าใจสถานะสุขภาพของตนเองและสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างเหมาะสม
ควบคู่กันนั้น เทศบาลได้จัดตั้ง "สถานีสุขภาพ" ครบทุกหมู่บ้าน เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสุขภาพของคนในชุมชน ส่งเสริมให้ประชาชนร่วมกันเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง ดูแลสุขภาพของตนเองและสมาชิกในครอบครัว รวมถึงสร้างเครือข่ายการดูแลสุขภาพที่เชื่อมโยงกันในระดับหมู่บ้าน
สำหรับการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง เทศบาลได้พัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver : CG) จำนวน 27 คน ทำหน้าที่เป็นระบบบริการแบบ One Stop Service ทั้งการติดตามนัดหมาย ดูแลสุขอนามัย และประสานงานด้านสุขภาพให้กับผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล
นอกจากนี้ ยังมีทีมอาสา "Care D ทำดีไม่อายใคร" ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในบ้าน เปลี่ยนเตียง ดูแลบาดแผล และให้การช่วยเหลือด้านการดำรงชีวิต เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน
นางฟารียา กล่าวว่า ความก้าวหน้าของการดำเนินงานส่วนหนึ่งเกิดจากการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผ่านสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) ทั้งด้านเครื่องมือ กระบวนการจัดเก็บข้อมูล และการพัฒนาตัวชี้วัดสุขภาพ ทำให้พื้นที่สามารถวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพได้อย่างเป็นระบบ และนำข้อมูลมาใช้กำหนดนโยบาย รวมถึงออกแบบนวัตกรรมที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน
สำหรับการพัฒนาในระยะยาว เทศบาลตำบลเตาปูนอยู่ระหว่างผลักดันการจัดตั้ง ศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้าน เพื่ออนุรักษ์องค์ความรู้ด้านสมุนไพร รวบรวมตำราสมุนไพรสำหรับ 12 กลุ่มโรค และจัดตั้งคลังสมุนไพรสำหรับใช้ดูแลสุขภาพควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน โดยมีหมอพื้นบ้านและแพทย์แผนไทยจิตอาสาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่ผ่านกิจกรรมของโรงเรียนผู้สูงอายุ
“แนวทางทั้งหมดเป็นการจัดการสุขภาพบนฐานความร่วมมือของภาครัฐ ภาคประชาชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างระบบสุขภาพที่ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนของคนตำบลเตาปูน” นางฟารียา กล่าวทิ้งท้าย
อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนาระบบสุขภาพตำบลเตาปูน คือการกำหนดนโยบายด้านสาธารณสุขที่มุ่งให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม
นายณัฐพล ทองไหล นายกเทศมนตรีตำบลเตาปูน กล่าวว่า เทศบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสาธารณสุขเชิงรุก โดยเริ่มจากการผลักดันให้มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพิ่มเป็น 2 แห่ง เพื่อกระจายการให้บริการและลดข้อจำกัดด้านการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ให้สามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
นายกเทศมนตรีตำบลเตาปูน กล่าวว่า การพัฒนาระบบบริการสุขภาพของพื้นที่ไม่ได้มุ่งเพียงการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่ต้องสร้างระบบที่ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง และสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้ตั้งแต่ระดับครอบครัวและชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืน
"ผมภาคภูมิใจในตำบลเตาปูนบ้านเกิดของผม แม้เราจะเป็นพื้นที่ห่างไกล แต่เราตั้งใจอย่างยิ่งที่จะไม่ให้ประชาชนของเราด้อยกว่าคนในเมือง ผมเองก็ดูแลเรื่องการถ่ายโอน รพ.สต. ให้เทศบาลที่พร้อมเข้ามาบริหารเอง เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่บ้านเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างเท่าเทียม สอดคล้องกับวิสัยทัศน์เตาปูนที่วางไว้ตั้งแต่ปี 2547 คือมุ่งสู่ความมั่งคั่ง ยั่งยืน และเท่าเทียมในทุกมิติของชีวิตคนในชุมชน" นายกเทศมนตรีตำบลเตาปูน กล่าว
ด้าน นายปวัน พรหมตัน ผู้จัดการศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวว่า ความสำเร็จของ "เตาปูนโมเดล" ไม่ได้เกิดจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เป็นผลจากการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี จนเกิดเป็นกลไกการจัดการสุขภาวะที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนของชุมชนเข้าด้วยกัน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตำบลเตาปูนสามารถขับเคลื่อนตำบลสุขภาวะได้อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย 5 มิติ ได้แก่
- การใช้ข้อมูลเป็นฐานการพัฒนา ทั้งข้อมูลด้านทุนทางสังคมและปัญหาสุขภาพของพื้นที่ เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทจริง
- กลไกการทำงานที่เข้มแข็ง เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะ "หุ้นส่วนการพัฒนา" ไม่ใช่เพียงผู้รับบริการ
ระบบเครือข่ายทางสังคม ที่กำหนดบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน บุคลากรสาธารณสุข และอาสาสมัครไว้อย่างชัดเจน ทำให้การทำงานเชื่อมโยงและต่อเนื่อง
- นวัตกรรมและกระบวนการเรียนรู้ ที่ได้รับการพัฒนาและต่อยอดอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นวัฒนธรรมการทำงานขององค์กร ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
- ภาวะผู้นำที่มุ่งมั่นพัฒนา ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง และสร้างความต่อเนื่องของการพัฒนาพื้นที่
ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีของการขับเคลื่อนตำบลสุขภาวะในพื้นที่เตาปูน ทั้ง 5 มิติได้หลอมรวมจนเกิดเป็นระบบบริหารจัดการสุขภาวะที่เข้มแข็ง สามารถใช้ข้อมูลกำหนดทิศทางการพัฒนา เชื่อมโยงภาคีเครือข่าย สร้างนวัตกรรม และยกระดับศักยภาพของคนในชุมชนไปพร้อมกัน ส่งผลให้การจัดการปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนดำเนินไปอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
ประสบการณ์ของตำบลเตาปูนจึงไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จของการพัฒนาระบบสุขภาพในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญที่สามารถถ่ายทอดและต่อยอดสู่การพัฒนาเชิงพื้นที่ในชุมชนอื่นทั่วประเทศ
"การมีกลไกจะเป็นเหมือนฐานสำคัญที่ทุกหน่วยงานจะนำปัญหาและทรัพยากรมาบริหารจัดการร่วมกัน จนนำไปสู่การพัฒนาในรูปแบบหุ้นส่วน ไม่ใช่แค่การมีส่วนร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์อีกต่อไป" นายปวัน กล่าวสรุป








