นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล (International Women's Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคมของทุกปีว่า เป็นวันที่ทั่วโลก เฉลิมฉลองความสำเร็จและรำลึกถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิที่เท่าเทียมของผู้หญิง สำหรับปีนี้ กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มุ่งเน้นการใช้ภูมิปัญญาไทยมาดูแลสุขภาพสตรีอย่างครอบคลุม ทั้งในกลุ่มวัยเจริญพันธุ์และวัยทอง พร้อมแนะนำ "ยาประสะไพล" ดูแลสตรีวัยเจริญพันธุ์ และ"ยาหอมอินทจักร์" “ยาบำรุงโลหิต” สำหรับสตรีวัยทอง รวมถึง การประคบ และ การอบสมุนไพร เพื่อมุ่งหวังให้ผู้หญิงไทยเข้าถึงการดูแลสุขภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติผ่านศาสตร์การแพทย์แผนไทย ที่จะช่วยปรับสมดุลร่างกายและเสริมสร้างความเข้มแข็งจากภายในสู่ภายนอก
ทางด้าน ดร.รัชนี จันทร์เกษ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย ให้รายละเอียดแนวทาง การใช้สมุนไพรและหัตถการในการดูแลสุขภาพสตรี ดังนี้ 1.กลุ่มสตรีวัยเจริญพันธุ์ (ปัญหาประจำเดือน) มักพบปัญหาปวดประจำเดือนหรือมาไม่สม่ำเสมอ แนะนำให้ใช้ “ยาประสะไพล” กรณีประจำเดือน มาไม่ปกติ/มาน้อย รับประทานครั้งละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร (เช้า กลางวัน เย็น) ต่อเนื่อง 3–5 วัน และให้หยุดทันทีเมื่อประจำเดือนมา กรณีปวดประจำเดือนเป็นประจำ ให้เริ่มรับประทานก่อนมีประจำเดือน 2–3 วัน ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 1-2 ของการมีประจำเดือน ที่สำคัญควรใช้ร่วมกับการ "ประคบสมุนไพร" บริเวณท้องน้อย เพื่อลดอาการปวดเกร็งและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต 2.กลุ่มสตรีวัยทอง (Menopause) เมื่อระดับฮอร์โมนลดลง มักมีอาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ หรืออารมณ์แปรปรวน แนะนำ “ยาหอมอินทจักร์” รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม ละลายน้ำต้มสุกอุ่นๆ เมื่อมีอาการ ทุก 3-4 ชั่วโมง (ไม่เกิน 3 ครั้งต่อวัน) สรรพคุณ ช่วยปรับสมดุลธาตุ แก้ลมจุกเสียด และลดอาการวิงเวียน “ยาบำรุงโลหิต” สรรพคุณบำรุงโลหิต ที่สำคัญอ่านฉลากศึกษาวิธีใช้ข้อห้าม ข้อควรระวังก่อนการใช้ยา หรือปรึกษาแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์
นอกจากการใช้ยา ขอแนะนำ "การอบสมุนไพร" โดยใช้สมุนไพรสดหรือแห้ง ซึ่งประกอบด้วยส่วนผสมของสมุนไพร ได้แก่ ใบหนาด, ใบส้มป่อย, ตะไคร้, ไพล, ขมิ้นชัน และผิวมะกรูด ประโยชน์ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ลดความเมื่อยล้า ขับของเสียทางผิวหนัง และช่วยให้ผิวพรรณสดใส มีผลการศึกษาพบว่าช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนของสตรีวัยทองที่มีปัญหานอนไม่หลับให้ดีขึ้น
ทั้งนี้ กรมการแพทย์แผนไทยฯ ขอเน้นย้ำว่าการดูแลสุขภาพจะได้ผลดีที่สุดต้องทำควบคู่ไปกับ การปรับพฤติกรรม ได้แก่ รับประทานอาหารรสไม่จัด หลีกเลี่ยงของมันและของเย็น ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอฝึกสมาธิเพื่อลดความเครียด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระบบฮอร์โมนและรอบเดือน
หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โทร. 0 2149 5678 เฟซบุ๊ก "กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก" หรือ LINE OA: @DTAM







