ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง "มหาวิทยาลัยสวนดุสิต” ในยุคควอนตัม ความว่า ทุกยุคสมัยต่างก็มีจุดเปลี่ยนของตนเอง บางช่วงเวลามหาวิทยาลัยเติบโตด้วยการขยายวิทยาเขต บางช่วงแข่งขันกันเปิดหลักสูตรใหม่ บางช่วงเพิ่มจำนวนนักศึกษาให้มากที่สุด หรือบางช่วงเน้นขยายพื้นที่ การเรียนรู้ อย่างไรก็ดี โลกของวันนี้กำลังบอกให้รู้ว่าวิธีคิดเช่นนี้ที่มหาวิทยาลัยคุ้นเคยและทำมานานน่าจะไม่ใช่คำตอบสำหรับมหาวิทยาลัยในอนาคต
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคควอนตัมเป็นการเปลี่ยนวิธีมองโลกทั้งระบบ ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็ว เชื่อมโยงกัน และยังยากในการคาดการณ์ด้วยกรอบคิดดั้งเดิม ความสำเร็จขององค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยจะขึ้นอยู่กับความชัดเจนของจุดยืนและความสามารถในการตัดสินใจเลือกเส้นทางของตนเอง
การบริหารจัดการอุดมศึกษาในทศวรรษหน้า ไม่ควรโฟกัสว่า "มหาวิทยาลัยควรมีอะไรเพิ่มขึ้น" มหาวิทยาลัยควรเริ่มต้นด้วยการทบทวนใหม่ หรือ “Rethinking the University” ว่า "มหาวิทยาลัยควรเลือกเป็นอะไร" เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์และสังคม ผ่านการสร้างคน สร้างปัญญา และสร้างประโยชน์ให้สังคม
มหาวิทยาลัยที่พยายามทำทุกเรื่อง อาจยากที่จะโดดเด่นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในทางกลับกัน มหาวิทยาลัยที่เข้าใจภูมิหลัง รากฐาน และความเชี่ยวชาญของตนเองอย่างลึกซึ้ง จะสามารถต่อยอดจุดแข็งให้มีความเข้มข้นและ มีความหมายมากขึ้น ทั้งยังมีโอกาสสร้างความแตกต่าง สร้างความโดดเด่น และดึงดูดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องได้อย่างมั่นคงกว่า
มหาวิทยาลัยสวนดุสิตเลือกเดินบนเส้นทางของ "มหาวิทยาลัยเฉพาะทาง" เพราะเชื่อว่าการสร้าง ความเป็นเลิศในสิ่งที่ทำได้ดีที่สุด คือความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศในระยะยาว
ความเชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยเคยถูกมองเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละคณะหรือโรงเรียน แต่ในอนาคต ความเชี่ยวชาญนั้น ๆ อาจกลายเป็นโครงสร้างหลักของการพัฒนาองค์กรทั้งหมดที่บูรณาการเชื่อมโยงเข้าหากัน กล่าวง่าย ๆ คือ
อัตลักษณ์ด้านอาหาร ที่เด่นในเรื่องการประกอบอาหาร ก็จะเชื่อมโยงกับศาสตร์หรือความรู้เกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และคุณภาพชีวิตของผู้คน อัตลักษณ์ด้านการศึกษาปฐมวัย ที่เด่นในเรื่องการผลิตครู ก็จะพัฒนาเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ อัตลักษณ์ด้านอุตสาหกรรมบริการจะก้าวข้ามการบริการไปสู่การเป็นศาสตร์แห่งการออกแบบประสบการณ์ของผู้คน และการบริการที่รักษ์โลก อัตลักษณ์ด้านการพยาบาลและสุขภาวะจะมีบทบาทสำคัญต่อการรับมือกับสังคมสูงวัย ภัยพิบัติหรือโรคอุบัติใหม่ และการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ส่วนอัตลักษณ์ด้านกฎหมายและการเมือง จะก้าวจากการเป็นศาสตร์ว่าด้วยกฎ ระเบียบ สิทธิ หน้าที่ และการปกครอง ไปสู่การทำหน้าที่เชื่อมโยงทุกอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีทิศทาง เป็นธรรม โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของมนุษย์และสังคม
เมื่อศาสตร์เหล่านี้เชื่อมโยงและสอดประสานกัน มหาวิทยาลัยสวนดุสิตจะก้าวข้ามบทบาทเดิมจากการเป็นแหล่งผลิตบัณฑิตและองค์ความรู้ ไปสู่การเป็นพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรม องค์ความรู้ใหม่ และแนวทางปฏิบัติที่ใช้ประโยชน์ได้จริง สอดคล้องกับโจทย์การพัฒนาประเทศในอนาคต
ฉากทัศน์ที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิตมองเห็นและมุ่งก้าวไปในยุคควอนตัม คือการเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความหมายต่อสังคมและประเทศ ไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่ใหญ่ขึ้นในเชิงขนาด หรือแข่งขันกันด้วยตัวเลขเชิงปริมาณ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตจะตระหนักถึงคุณค่าที่จะสร้างและการส่งมอบคุณค่านั้นให้แก่สังคม
เมื่อโลกใบนี้ที่ความรู้หาได้ทุกที่และง่ายมากจนเกิดสภาวะความรู้ล้นท่วมโลก สิ่งที่จะทำให้มหาวิทยาลัยยังคงมีความสำคัญและเป็นแกนให้กับสังคมได้ คือการเป็นผู้เชื่อมโยงองค์ความรู้ต่างสาขาให้เกิดเป็นคำตอบใหม่ เป็นพื้นที่ที่ทำให้วิทยาศาสตร์มาพบกับสังคมศาสตร์/มนุษยศาสตร์ เทคโนโลยีทำงานร่วมกับศิลปะ และนวัตกรรมเติบโต บนพื้นฐานของคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม
ความหมายของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตในยุคควอนตัม คือการเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางแห่งอนาคตที่มองทุกศาสตร์อย่างเชื่อมโยง เห็นคุณค่าของแต่ละศาสตร์ในฐานะพลังร่วมในการสร้างความก้าวหน้า เยียวยาปัญหา บำรุงรักษาสังคม และขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างมีความหมาย
เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคควอนตัม บทบาทของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตคือการมุ่งทำเรื่องสำคัญของประเทศให้ดีที่สุด และยืนอยู่ในฐานะผู้ร่วมกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงและเท่าทันกระแสโลก แม้ว่าการเลือกของมหาวิทยาลัยอาจส่งผลต่อการเติบโตที่ล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นในเชิงการขยายตัวเชิงปริมาณ แต่มหาวิทยาลัยจะเติบโตอย่างมั่นคงในเชิงคุณค่าและได้รับการจดจำจากสังคม รวมถึงบทบาทการทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนมากขึ้นทุกวัน








