รศ. ดร.สุภาภรณ์ ตั้งดำเนินสวัสดิ์ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และ ดร.นงค์ลักษณ์ โชติวิทยธานินทร์ สถาบันศิโรจน์ผลพันธิน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง จากห้องเรียนสู่ครัวโลก เมื่อ “สวนดุสิต” ใช้อาหารสร้างคน สร้างโอกาส และสร้างอนาคตประเทศ ความว่า ประเทศไทย อาหารถือว่าเป็นทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางวัฒนธรรม และเครื่องมือสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก เช่นนี้แล้วประเทศไทยเราจะพัฒนาคน พัฒนาองค์ความรู้ และสร้างระบบอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และแข่งขันได้ในระยะยาวอย่างไร
“มหาวิทยาลัยสวนดุสิต” ซึ่งมีรากฐานด้านอาหารและคหกรรมศาสตร์มาอย่างยาวนาน ก่อนจะพัฒนาบทบาทจากสถาบันผลิตบุคลากรด้านอาหาร สู่การเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยและยุทธศาสตร์ “ครัวไทยสู่ครัวโลก” สะท้อนภาพนี้ได้จากการบรรยายพิเศษหัวข้อ “ขยายโอกาสการศึกษา ครัวไทยสู่ครัวโลก” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาด้านอาหารของมหาวิทยาลัยตั้งแต่กการเรียนการสอนในห้องเรียน เชื่อมโยงไปยังการสร้างคน การวิจัย การพัฒนานวัตกรรม การประกอบธุรกิจ ไปจนถึงการยกระดับอาหารไทยในตลาดโลก
“โรงเรียนการเรือน” ที่พร้อมเติบโตไปกับโลกอาหาร
เมื่อกล่าวถึงอัตลักษณ์ด้านอาหารของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ย่อมหมายถึง “โรงเรียนการเรือน” ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของการผลิตบุคลากรด้านอาหารอย่างครบวงจร
จากรากฐานของศาสตร์คหกรรม โรงเรียนการเรือนได้พัฒนาหลักสูตรให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมและอุตสาหกรรม ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยีการประกอบอาหาร การบริการอาหาร นวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการ โภชนาการ อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารสำหรับสังคมสูงวัย การบริหารธุรกิจบริการอาหาร และอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร
ความหลากหลายของหลักสูตรสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า การศึกษาด้านอาหารในปัจจุบันครอบคลุมการฝึกให้ผู้เรียน “ทำอาหารเป็น” การสร้างความเข้าใจ รวมถึงห่วงโซ่อาหารตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การผลิต การแปรรูป การควบคุมคุณภาพ การบริการ การบริหารต้นทุน การตลาด ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และการเป็นผู้ประกอบการ
นอกจากนักศึกษาจะได้เรียนรู้ทฤษฎีหรือตำราแล้ ยังต้องผ่านการฝึกปฏิบัติบนพื้นที่เรียนรู้จริง เช่น โครงการโฮมเบเกอรี่ งานแปรรูปอาหาร ห้องปฏิบัติการด้านอาหาร และโรงเรียนการอาหารนานาชาติสวนดุสิต ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านอาหารไทยกับมาตรฐานสากล
กระบวนการเช่นนี้ จะเห็นได้ว่าห้องเรียนอาหารของสวนดุสิตไม่ได้จบลงที่ประตูมหาวิทยาลัย แต่ขยายออกไปสู่ครัวปฏิบัติการ ธุรกิจอาหาร ชุมชน และตลาดแรงงานจริง ทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาทั้งทักษะวิชาชีพ ความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบ และความสามารถในการปรับตัวต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
มากกว่า 20 ปีของยุทธศาสตร์ “ครัวไทยสู่ครัวโลก”
จุดเด่นของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต คือการมองเห็นศักยภาพของอาหารไทยในฐานะพลังทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมมาตั้งแต่ช่วงที่แนวคิด Soft Power ยังไม่ได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลายเช่นในปัจจุบัน
มหาวิทยาลัยได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “ครัวไทยสู่ครัวโลก” มาตั้งแต่ปี 2547 และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในเวลาต่อมา เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่พ่อครัว แม่ครัว และผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในต่างประเทศ
การทำงานครอบคลุมการถ่ายทอดสูตรอาหาร มาตรฐานการประกอบอาหาร การบริหารร้านอาหาร การบริการ การปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ ตลอดจนความรู้ด้านเอกสาร การเดินทาง วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
มหาวิทยาลัยยังขยายความร่วมมือและศูนย์ฝึกอบรมอาหารไทยไปยังเมืองสำคัญในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น (โตเกียว) ออสเตรีย (เวียนนา) เดนมาร์ค (โคเปนเฮเกน) สหราชอาณาจักร (ลอนดอน) และสหรัฐอเมริกา (ลอสแอนเจลิส) ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการค้า สถาบันการศึกษา และองค์กรที่เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่
บทบาทดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การนำอาหารไทยไปสู่ตลาดโลกต้องอาศัยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ มีระบบสนับสนุนด้านความรู้ มาตรฐาน คุณภาพ และบุคลากรที่เข้าใจทั้งศาสตร์อาหารและบริบทสากล
กล่าวได้ว่า มหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้ส่งคนออกไปทำงานในต่างประเทศ พร้อม ๆ กับส่งออกองค์ความรู้ วัฒนธรรม และภาพลักษณ์ของประเทศไทยผ่านอาหารไทยหนึ่งจาน
อาหารไทยกับโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ
ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านอาหารจากความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่การเกษตร ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทักษะของแรงงานในทุกภูมิภาค ตั้งแต่ข้าว พืชผัก ผลไม้เมืองร้อน สมุนไพร ปศุสัตว์ อาหารทะเล ไปจนถึงอาหารแปรรูป
อย่างไรก็ตาม ความอุดมสมบูรณ์ยังไม่พอสำหรับการแข่งขันในโลกยุคใหม่ เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้นกับความปลอดภัย คุณค่าทางโภชนาการ แหล่งที่มาของวัตถุดิบ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความโปร่งใสในกระบวนการผลิต
มาตรฐานต่าง ๆ เช่น GAP, GMP และ HACCP กลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐาน ขณะที่การพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีการผลิต ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และบุคลากรคุณภาพ จะเป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันในระยะต่อไป
ในมิตินี้ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตมีบทบาทมากกว่าการผลิตบัณฑิต เพราะสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกร ชุมชน ผู้ประกอบการ นักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และตลาดต่างประเทศ
องค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบในท้องถิ่น พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ยกระดับมาตรฐานการผลิต ลดของเสีย สร้างบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และออกแบบธุรกิจอาหารที่เหมาะสมกับผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม
เมื่อการศึกษาเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจจริง “วิชาอาหาร” กลายเป็นพื้นที่สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และกระจายโอกาสไปสู่ประชาชนในหลายระดับ
ก้าวต่อไปของ “อาหารแห่งอนาคต”
ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2569–2578 มหาวิทยาลัยสวนดุสิตให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาหารแห่งอนาคต หรือ “Thai Future Food” ซึ่งครอบคลุมทั้งอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารสำหรับผู้สูงวัย อาหารเฉพาะบุคคล อาหารจากวัตถุดิบทางเลือก และผลิตภัณฑ์อาหารที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพิ่มมูลค่า
แนวทางดังกล่าวตอบรับกับโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไป เพราะวันนี้ผู้คนไม่ได้เลือกอาหารจากความอร่อยอย่างเดียว แต่คำนึงถึงสุขภาพ ความสะดวก ความปลอดภัย ความยั่งยืน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
โจทย์ของการศึกษาในอนาคตควรก้าวข้ามการผลิตคนให้มีทักษะเฉพาะด้าน ไปสู่การสร้างบุคลากรที่สามารถบูรณาการความรู้ด้านอาหาร โภชนาการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ธุรกิจ การออกแบบ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน
ขณะเดียวกัน การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารต้องเชื่อมโยงกับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การลดขยะอาหาร และการสร้างระบบการผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคม
ทั้งหมดนี้เป็นความท้าทายที่มหาวิทยาลัยต้องทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพราะอนาคตของอาหารไม่ได้ถูกกำหนดโดยเชฟ นักวิทยาศาสตร์ หรือผู้ประกอบการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของคนตลอดทั้งระบบ
จาก “ครัวการศึกษา” สู่ “ครัวแห่งโอกาส”
เส้นทางของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตแสดงให้เห็นว่า อัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยจะมีคุณค่าจริงเมื่อสามารถนำมาต่อยอดให้ตอบโจทย์ประเทศและสังคม
รากฐานด้านอาหารและการเรือนที่สั่งสมมาอย่างยาวนานไม่ควรเก็บไว้ใน “ลิ้นชักประวัติศาสตร์” ของสถาบัน มหาวิทยาลัยควรพัฒนาให้เป็นหลักสูตร พื้นที่เรียนรู้ งานวิจัย นวัตกรรม ธุรกิจ และเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ
แน่นอนว่า...บทบาทของมหาวิทยาลัยคือการผลิตเชฟ นักโภชนาการ หรือผู้ประกอบการอาหาร ที่เป็น “คนคุณภาพ” สามารถใช้ความรู้ด้านอาหารเป็นเครื่องมือพัฒนาตนเอง พัฒนาชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประเทศ
จากห้องเรียนเล็ก ๆ สู่ครัวปฏิบัติการ จากวัตถุดิบท้องถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และจากอาหารไทยหนึ่งจานสู่เวทีโลก เส้นทางเหล่านี้สะท้อนว่า การศึกษาและอาหารสามารถเดินไปด้วยกันได้
เมื่อประเทศไทยต้องการรักษาสถานะ “ครัวของโลก” ไว้อย่างยั่งยืน สิ่งสำคัญย่อมอยู่ที่การสร้างคนที่มีความรู้ สร้างระบบที่มีมาตรฐาน และสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์อนาคต
ภารกิจของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตคือ การเป็นกำลังขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง บนความเชี่ยวชาญด้านอาหาร สู่การเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของประเทศในการเปลี่ยน “ครัวไทย” ให้เป็นทั้งครัวของโลก ครัวแห่งการเรียนรู้ และครัวแห่งโอกาสสำหรับคนรุ่นต่อไป








