ผศ.ดร. สุขกฤช นิมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยข้อมูลจากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเพาะพันธุ์หอยแครงว่า นอกจากหอยแล้ว จุดเริ่มต้นสำคัญที่สุดคือโครงสร้าง "โรงเรือนระบบปิด" เนื่องจากพบว่าอากาศภายในโรงเรือนยิ่งร้อนยิ่งดี และเพื่อควบคุมความสะอาด โดยก่อนจะเพาะพันธุ์หอยได้ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องมี "โรงเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอน" ซึ่งเป็นอาหารหอยให้เป็นเสียก่อน ซึ่งกระบวนการนี้มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง ต้องมีทั้งระบบน้ำ ระบบลม และระบบไฟฟ้าที่สมบูรณ์
ผศ.ดร. สุขกฤช ระบุว่าทักษะเหล่านี้ต้องใช้เวลาบ่มเพาะนานถึง 4 ปี เช่นเดียวกับการเทรนนิสิตคณะประมง เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคความสะอาดและการใช้ยาฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง ในส่วนของหัวเชื้อแพลงก์ตอน ปัจจุบันได้รับความร่วมมือจากสถานีวิจัยประมงสมุทรสงคราม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการสนับสนุนหัวเชื้อคุณภาพ ซึ่งถือเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาเพื่อลดภาระให้เกษตรกรไม่ต้องเริ่มทุกอย่างจากศูนย์เอง
ในกระบวนการผลิตจริง ผศ.ดร. สุขกฤช อธิบายว่าต้องเริ่มจากการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์หอยจากแหล่งต่าง ๆ หรือผ่านเครือข่ายชาวประมงในพื้นที่ โดยต้องสุ่มเปิดดูคุณภาพของไข่และน้ำเชื้อมือเพื่อให้มั่นใจว่ามีความพร้อม เมื่อได้พ่อแม่พันธุ์มาแล้วจะเข้าสู่ขั้นตอนการ "กระตุ้น" ให้ปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ ซึ่งมีหลายวิธีตั้งแต่การเคาะเปลือก การใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์
แต่เทคนิคที่ได้ผลดีที่สุดสำหรับหอยแครงคือ "การใช้ความต่างของอุณหภูมิ" หรือ Temperature Shock โดยการนำหอยไปไว้ในน้ำที่อุณหภูมิปกติ 30 องศาเซลเซียส สลับกับน้ำอุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส เพื่อให้หอยรู้สึกไม่สบายตัวจนยอมปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ออกมาตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
หลังจากนั้นจะเข้าสู่ระยะอนุบาล ซึ่งลูกหอยแต่ละระยะตั้งแต่วัยอ่อนไปจนถึงระยะลงเกาะหรือ "หอยเกล็ด" จะมีความต้องการชนิดและความหนาแน่นของแพลงก์ตอนที่แตกต่างกัน
ผศ.ดร. สุขกฤช ยังให้รายละเอียดถึงความยากลำบากในขั้นตอนนี้ว่าต้องอาศัยความละเอียดอ่อนสูง ผู้ปฏิบัติงานต้องฝึกฝนการใช้กล้องจุลทรรศน์ การปรับเลนส์ ไปจนถึงการคำนวณสารเคมี เช่น คลอรีนและฟอร์มาลินให้ถูกต้องแม่นยำ โดยลูกหอยที่มีขนาดประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ซึ่งมีลักษณะเล็กละเอียดคล้ายเม็ดทรายและเริ่มมีเปลือกหยักเหมือนหอยตัวเต็มวัย จะถูกนำไปอนุบาลต่อในทะเลหลายเดือนเพื่อให้โตไวเนื่องจากมีสารอาหารธรรมชาติสูง
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงช่วง "น้ำเจ" หรือฤดูที่น้ำจืดไหลหลากจนค่าความเค็มลดต่ำกว่า 10 ppt เกษตรกรจำเป็นต้องย้ายหอยเข้ามาเลี้ยงในบ่อดินเพื่อความปลอดภัย ซึ่งกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่เพาะจนถึงขนาดที่รับประทานได้ต้องใช้เวลาเกือบ 1 ปี
โดย ผศ.ดร. สุขกฤช ย้ำเตือนว่าเกษตรกรต้องมีความรู้เท่าทันธรรมชาติ หากความเค็มข้างนอกต่ำเกินไปแม้ในบ่อจะขาดแคลนอาหารก็ไม่ควรเปิดประตูระบายน้ำรับน้ำจืดเข้ามา อย่างไรก็ตาม บทเรียนสำคัญจากโครงการนี้คือการเปลี่ยนงานวิจัย "จากหิ้งสู่ห้าง" โดยดึงภาคธุรกิจมาร่วมงานตั้งแต่ต้นเพื่อให้เกิดความยั่งยืน แม้โครงการวิจัยจะสิ้นสุดลงแต่องค์ความรู้จะยังอยู่กับเกษตรกรให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ต่อไป








