วันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม เขตคลองสาน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงมาตรการเชิงรุกในการควบคุมและกำกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล ทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ทั้ง 437 แห่ง ภายใต้โครงการ "Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู" เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพและพฤติกรรมจากการใช้งานหน้าจอเกินความจำเป็น
มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมถึงแนวปฏิบัติเรื่องการจัดเก็บอุปกรณ์ในตอนเช้าและการกำหนดช่วงเวลาขอใช้เพื่อติดต่อสื่อสารเท่าที่จำเป็นหรือใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ โดยมีกำหนดเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
นายชัชชาติระบุว่าแม้เทคโนโลยีดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญในการศึกษา แต่ที่ผ่านมาพบปัญหาเด็กมีภาวะสมาธิสั้น สายตาสั้น ขาดการปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อน รวมถึงมีภาวะอ้วนจากการขาดการออกกำลังกายเนื่องจากใช้ชีวิตในโลกเสมือนจริงเพียงอย่างเดียว
สอดคล้องกับงานวิจัยใน 14 ประเทศที่พบว่าเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ทำให้นักเรียนเสียสมาธิและอาจต้องใช้เวลาถึง 20 นาทีในการกลับมามีสมาธิกับการเรียนอีกครั้ง ซึ่งการนำสมาร์ตโฟนออกจากโรงเรียนในประเทศเบลเยียม สเปน และสหราชอาณาจักร พบว่าส่งผลให้ผลการเรียนของนักเรียนดีขึ้นจริง
สำหรับแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกันของโรงเรียนในสังกัด กทม. จะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ การส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีจุดมุ่งหมายโดยใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือภายใต้การดูแลของครูแทนการใช้เพื่อความบันเทิงอย่างไร้ทิศทาง
การสร้างสุขภาวะและพัฒนาการทางสังคมด้วยการกำหนดเขตปลอดดิจิทัล (Digital-Free Zone) ในช่วงเวลาพักเที่ยงหรือพื้นที่ส่วนรวมเพื่อให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์และออกกำลังกาย และการสร้างระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์เพื่อเฝ้าระวังปัญหาการกลั่นแกล้งออนไลน์ (Cyberbullying) รวมถึงการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม
ปัจจุบัน กทม. ได้ทดลองใช้มาตรการนี้ใน 10 โรงเรียนนำร่อง ได้แก่ โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์, มัธยมบ้านบางกะปิ, มัธยมนาคนาวาอุปถัมภ์, มัธยมวัดสุทธาราม, มัธยมสุวิทย์เสรีนุสรณ์, มัธยมปุรณาวาส, แก่นทองอุปถัมภ์, วัดพระยาสุเรนทร์, วิชูทิศ และนาหลวง ซึ่งผลการทดลองในเบื้องต้นพบว่าทั้งผู้ปกครองและครูมีความพึงพอใจสูงมาก เนื่องจากนักเรียนมีสมาธิและผลการเรียนดีขึ้น ช่วยลดภาระการดูแลการบ้านและลดค่าใช้จ่ายด้านบริการเสริม
ขณะที่นักเรียนส่วนใหญ่สามารถปฏิบัติตามได้ดีและมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมากขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องอุปกรณ์สูญหาย ขณะนี้กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนผ่านแบบสำรวจเพื่อนำมาปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียน ก่อนจะประกาศใช้กับโรงเรียนทั้ง 437 แห่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นี้








