การศึกษา

ผศ.ชาติณรงค์ ชี้วรรณกรรมคือพื้นที่ชะลอโลก ท่ามกลางสังคมคลิปสั้นและเมืองแสนแพง

แชร์ข่าว

ผศ.ชาติณรงค์ วิสุตกุล อาจารย์ประจำหลักสูตรสื่อสารการแสดงดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นำประสบการณ์จากการสังเกตชีวิตผู้คน ข่าวสารและโครงสร้างสังคมเมือง มาถ่ายทอดผ่านรวมเรื่องสั้น "เมืองแสนแพง" วรรณกรรมที่ตั้งอยู่บนข้อมูลและความจริงร่วมสมัย สะท้อนราคาที่คนเมืองต้องจ่ายไม่ใช่เพียงค่าครองชีพ แต่รวมถึงเวลา ความฝัน และความรู้สึก ท่ามกลางระบบทุนนิยมที่เร่งรัด พร้อมย้ำบทบาทของการอ่านในฐานะพื้นที่สำคัญให้ผู้อ่านได้ชะลอความคิด ทบทวนชีวิต และตั้งคำถามต่อโครงสร้างที่กำลังกดทับผู้คนในสังคมปัจจุบัน

กลางกระแสข้อมูลมหาศาลในศตวรรษที่ 21 รายงานจาก Digital Global Overview Report 2025 โดย We Are Social และ Meltwater ระบุว่าคนไทยมีพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์เข้มข้นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งการใช้โซเชียลมีเดียและรับชมวิดีโอผ่านแพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ YouTube ซึ่งกำลังเปลี่ยนวิธีคิดและโครงสร้างทางปัญญาของสังคมอย่างเงียบงัน ผศ.ชาติณรงค์ได้สะท้อนมุมมองว่า ขณะที่โลกหมุนเร็วด้วยคลิปสั้นและข่าวสารถาโถม วรรณกรรมคือเครื่องมือสำคัญประการหนึ่งที่ทำหน้าที่ชะลอโลกให้หมุนช้าลง เพื่อคืนพื้นที่ให้สมองได้ฝึกคิดวิเคราะห์และจัดลำดับขั้นตอนชีวิต

เนื่องจากการเสพสื่อวิดีโอคือ การป้อนจินตนาการสำเร็จรูป ทำให้สมองส่วนจินตนาการหยุดทำงาน ขณะที่การอ่านตัวหนังสือบังคับให้สมองทำงานหนักเพื่อสร้างภาพในใจขึ้นมา เป็นกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ที่ทดแทนด้วยเทคโนโลยีไม่ได้ ยกตัวอย่างการอ่านวรรณกรรมอย่าง มูซาชิ หรือนิยายกำลังภายในอย่าง กระบี่เย้ยยุทธจักร ที่เมื่อหยิบมาอ่านในช่วงวัยที่ต่างกัน จะค้นพบความหมายหรือความลึกซึ้งที่แตกต่างกันไปด้วย จากความสนุกตื่นเต้นในวัยเยาว์ สู่การตระหนักรู้ถึงสัจธรรมชีวิตเมื่อเติบโตขึ้น เช่น การมองเห็นธาตุแท้ของมนุษย์ผ่านตัวละคร "งักปุ๊กคุ้ง" วิญญูชนจอมปลอม สะท้อนภาพบุคคลที่มีอยู่จริงในสังคมปัจจุบัน ซึ่งความลึกซึ้งทางปัญญานี้เป็นสิ่งที่คลิปวิดีโอสั้นไม่สามารถมอบให้ได้

"หนังสือโดยเฉพาะวรรณกรรมทำหน้าที่สำคัญคือ การทำให้โลกหมุนช้าลง ในวันที่เราอยู่กับคลิปสั้น ข่าวสารที่รวดเร็ว และสื่อที่ให้ภาพเคลื่อนไหวและเสียงสำเร็จรูป การอ่านจะช่วยให้สมองได้ค่อย ๆ คิดวิเคราะห์ เป็นลำดับขั้นตอน และพัฒนาความสร้างสรรค์จากการสร้างภาพในใจขึ้นมาเองจากตัวหนังสือ"

สภาวะขาดแคลนการอ่านไม่ใช่เพียงปัญหาระดับปัจเจกเท่านั้น แต่กำลังลุกลามเป็นวิกฤตทางการศึกษาและคุณภาพของประชากร จากประสบการณ์การสอนจริงในห้องเรียน ผศ.ชาติณรงค์พบว่าเยาวชนยุคใหม่ห่างเหินจากหนังสือจนส่งผลให้ทักษะภาษาไทยที่เปราะบาง ไม่สามารถแยกแยะบริบทระหว่างภาษาโซเชียลกับภาษาทางการได้ สิ่งที่น่ากังวลคือการพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการทำงานสร้างสรรค์โดยขาดฐานความรู้ความชำนาญของตนเอง เปรียบเสมือนการปล่อยให้สมองทื่อและฝ่อลง ขาดการลับคมด้วยความเพียรพยายามและลองผิดลองถูก

สภาพการณ์นี้สอดรับกับผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA 2022 พบว่าคะแนนด้านการอ่านของเด็กไทยต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี โดยมีคะแนนเฉลี่ยเพียง 379 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม OECD ขณะที่ผลการประเมินด้าน ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ไทยอยู่อันดับ 54 จาก 64 ประเทศเข้าร่วม สะท้อนถึงทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และจินตนาการกำลังถดถอย ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมเสพสื่อแบบรวดเร็วและสำเร็จรูปของเยาวชนยุคดิจิทัล

"จากประสบการณ์การสอน (วิชาเขียนบทละคร) เยาวชนค่อนข้างติดสื่อออนไลน์และคลิปสั้นมากจนทักษะภาษาไทยไม่เข้มแข็ง แยกไม่ออกระหว่างภาษาโซเชียลกับภาษาที่ใช้จริง และเมื่อเสพแต่ภาพสำเร็จรูป จินตนาการก็ไม่เกิด ทำให้บางคนเขียนบทละครไม่เป็นเพราะขาดการสะสมประสบการณ์จากการอ่าน ขณะที่การใช้ AI ช่วยทำงานสร้างสรรค์โดยที่นักศึกษาคิดเองไม่เป็น จะทำให้สมองทื่อและฝ่อลง เหมือนมีดที่ไม่เคยได้รับคม งานศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ควรมาจากความเพียรฝึกฝน หากใช้ AI ผิดวัตถุประสงค์ คุณภาพข้างในของเด็ก ๆ จะลดลงเหลือเพียงเปลือกที่ดูดีภายนอกเท่านั้น เคยมีนักศึกษาบางคนใช้ AI เขียนงานมาส่ง แต่เมื่อต้องสอบเขียนด้วยลายมือกลับทำไม่ได้เลย สะท้อนผลลัพธ์ต่างกันอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ"

อย่างไรก็ตาม ความซบเซาของวัฒนธรรมการอ่านไม่ได้เกิดจากรสนิยมที่เปลี่ยนไปเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีรากฐานมาจากปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม ผศ.ชาติณรงค์ได้สะท้อนประเด็นนี้ผ่านงานเขียนรวมเรื่องสั้นเล่มล่าสุด "เมืองแสนแพง" ที่ชี้ให้เห็นว่าความแพงในสังคมไทยไม่ได้หมายถึงแค่ราคาสินค้า แต่คือต้นทุนคุณภาพชีวิตและคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ต้องจ่ายด้วยราคาที่สูงลิบ

"ผลงานเล่มนี้ไม่ได้พูดถึงแค่ราคาสินค้าที่พุ่งสูง แต่สะท้อนถึงความแพงของต้นทุนคุณภาพชีวิตและคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่กำลังตกต่ำลงในเมืองใหญ่ ผ่านตัวละครที่ต้องดิ้นรนแบกรับทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคตอย่างกลุ่มคนวัย Gen X และ Gen Y ที่ต้องดูแลทั้งผู้สูงอายุและเด็ก ๆ ท่ามกลางวิกฤตวัยกลางคน เนื้อหาในเล่มครอบคลุมหลากหลายเรื่องราว อาทิเรื่อง 'กฎหมายขายชาติ' ที่สะท้อนวงจรผลประโยชน์ระหว่างนักการเมืองกับนายทุน , เรื่อง 'วันผักชี' ที่จิกกัดระบบราชการ , ไปจนถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มักถูกลืมในการกำหนดนโยบายหาเสียงของประเทศ"

ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะอยู่ที่ระดับ 86.8% แต่สถานการณ์คุณภาพชีวิตกลับเปราะบาง โดยพบว่า ยอดการยึดทรัพย์ขายทอดตลาดในกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำพุ่งสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นภาระทางการเงินที่กดดันคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมาก ผศ.ชาติณรงค์มองว่า เมื่อประชาชนต้องทุ่มเทเวลาให้การเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจ ย่อมเหลือพลังและทรัพยากรน้อยลงสำหรับการเสพงานศิลปะและการอ่านหนังสือ การพัฒนาคุณภาพมนุษย์จึงต้องเริ่มจากการยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่กันไป

"ยุคสมัยที่เศรษฐกิจไม่ดี เต็มไปด้วยข่าวลวง และข้อมูลบิดเบือน วรรณกรรมทำหน้าที่เหมือนวัคซีนทางปัญญา ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้อ่านรู้เท่าทันโลก มองเห็นเหตุเห็นผล และเข้าใจความเป็นมนุษย์ รัฐควรตระหนักว่าการอ่านไม่ใช่เพียงความบันเทิง แต่คือกระบวนการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการบ่มเพาะประสบการณ์ ไม่ใช่ทางลัดจากเทคโนโลยี หากสังคมไทยต้องการก้าวพ้นวิกฤตทางปัญญานี้ จำเป็นต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับการอ่านและการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างจริงจัง เพื่อให้วรรณกรรมและศิลปะสามารถทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนความจริง เป็นอาหารสมองหล่อเลี้ยงสังคมต่อไป" ผศ.ชาติณรงค์ กล่าว