วันที่ 13 ส.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...
คดีพิ้งกี้ ไม่ใช่เรื่องของคนดัง แต่คือบททดสอบว่า รัฐไทยเคารพคำว่า “ผู้บริสุทธิ์” จริงแค่ไหน?
คำพิพากษา “ยกฟ้อง” ของศาลอาญาต่อคุณแม่และพี่ชายของคุณพิ้งกี้ สาวิกา ในคดี Forex-3D ไม่ใช่เพียงแค่ข่าวหน้าหนึ่งในวงการบันเทิง หรือเรื่องราวของบุคคลระดับผู้มีชื่อเสียง แต่มันคือ บททดสอบครั้งสำคัญของสังคมไทยว่า กระบวนการยุติธรรมของเราได้ปฏิบัติต่อจำเลยตามหลักการ "ข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด" อย่างแท้จริงแล้วหรือยัง?
ถอดทิ้งทัศนคติ “ฟ้องๆ ไปเถอะ ผิดถูก ให้ศาลตัดสิน” แก้ไขกระดุมเม็ดแรกที่ชั้นสอบสวน
หากเรามองกระบวนการยุติธรรมเป็นสายการผลิต (System Framework) “พนักงานสอบสวน” คือกระดุมเม็ดแรกของระบบทั้งหมด
สิ่งที่ต้องยกเลิกและกำจัดให้หมดไปจากกระบวนการยุติธรรมไทยทันที คือทัศนคติที่ว่า “ฟ้องๆ ไปเถอะ ผิดถูกอย่างไรค่อยไปให้ศาลตัดสินเอาเอง”
แนวคิดนี้ไม่ควรมีอยู่ในหัวของพนักงานสอบสวนคนใดทั้งสิ้น เพราะมันขัดกับหลักกระบวนการยุติธรรมอย่างรุนแรง พนักงานสอบสวนไม่ใช่ผู้ทำหน้าที่ตั้งเป้าปรักปรำจำเลยเพื่อตัดภาระการทำงาน หากแต่ ต้องรวบรวมและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งที่เป็น “คุณ” และเป็น “โทษ” แก่ผู้ต้องหาอย่างเป็นธรรมและครบถ้วนตั้งแต่ต้น
หากกระดุมเม็ดแรกกลัดได้อย่างถูกต้องรอบคอบ บุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่แรกก็ไม่ควรจะต้องถูกสั่งฟ้อง หรือถูกนำตัวไปคุมขังระหว่างพิจารณาคดีโดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัวมาโดยตลอดเช่นนี้ การปฏิรูปพนักงานสอบสวนจึงเป็น "หมัดหลัก" ที่รัฐต้องเร่งดำเนินการ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดตั้งแต่ต้นน้ำ
“ตายทั้งเป็น” ความสูญเสียที่ไม่สามารถย้อนเวลากลับมาแก้ไขได้
ในทางกฎหมาย คำพิพากษายกฟ้องคือคำตอบที่ยืนยันความบริสุทธิ์ แต่ในทางชีวิตจริง วัน เดือน ปี และอิสรภาพที่สูญเสียไปในระหว่างการถูกคุมขังโดยไม่ได้สิทธิปล่อยตัวชั่วคราว ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเอาคืนกลับมาได้
การคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น ได้สร้างบาดแผลฉกรรจ์ ทั้งในแง่อาชีพ การงาน ธุรกิจ สถานะทางสังคม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ถูกทำลายทลายลงไปตั้งแต่แรก
"หากคนเราถูกยิงเสียชีวิต ความสูญเสียนั้นจบลงที่ตรงนั้น... แต่นี่คือการ ‘ตายทั้งเป็น’ ที่เกิดจากกลไกของกระบวนการยุติธรรมของรัฐ—รัฐซึ่งขับเคลื่อนด้วยเงินภาษีของประชาชนทั้งสิ้น"
คำถามสำคัญทางนโยบายจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ว่าศาลยกฟ้องแล้วหรือไม่ แต่คือ “เราจะออกแบบกระบวนการยุติธรรมอย่างไร เพื่อไม่ให้รัฐต้องมานั่งเยียวยาความเสียหายที่รัฐเองมีส่วนสร้างขึ้น?”
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ จาก “ประกันแบบเทครัว” สู่วิวัฒนาการที่ต้องไม่ย้อนศร
หากเราย้อนดูประวัติศาสตร์กฎหมายไทย จะเห็นวิวัฒนาการของการคุมขังและการประกันตัวที่น่าสนใจ
สมัยอยุธยา (ระบบประกันแบบเทครัว) ตามกฎหมายตราสามดวง หากจำเลยขอประกันตัว ต้องนำคนในครอบครัวมาเซ็นเป็น “นายประกัน” หากจำเลยหลบหนี ระบบโบราณจะจับเอานายประกันซึ่งเป็นลูกเมียไปติดคุกหรือรับโทษแทน
การพัฒนายกเลิกโทษสืบสายโลหิต เมื่อสังคมพัฒนาขึ้น รัฐได้ยกเลิกการนำคนในครอบครัวมารับโทษแทนเพราะขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน โดยเปลี่ยนมาใช้หลักทรัพย์หรือทุนทรัพย์ในการประกันตัวแทน
ในยุคเทคโนโลยีปัจจุบัน: เรามีเทคโนโลยีอย่าง กำไล EM (Electronic Monitoring) และมาตรการทางเลือกในการจำกัดความเคลื่อนไหว เพื่อหลีกเลี่ยงการนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยไปคุมขังในเรือนจำ
ดังนั้น ในยุคปัจจุบัน เราจึงไม่ควรปล่อยให้เกิดปรากฏการณ์ที่ใครต้องถูกคุมขังพร้อมกันระหว่างรอพิจารณาคดี เพียงเพราะข้อจำกัดเรื่องการปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่ย้อนศรกับเจตนารมณ์การพัฒนากระบวนการยุติธรรมในประวัติศาสตร์
การคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ หลักการที่ต้องทำได้จริง
การปฏิบัติกับผู้ต้องหาหรือจำเลยระหว่างการพิจารณาคดี ต้องยึดมั่นตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด:
หลักข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (มาตรา 29 วรรคสอง)
"ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้"
ข้อความที่ว่า "จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้" คือหัวใจสำคัญที่รัฐต้องนำมาเป็นแนวทางในการกำหนดมาตรการปล่อยตัวชั่วคราว และการแยกสถานที่คุมขังระหว่างรอพิจารณาคดี ไม่ให้ปะปนกับผู้ต้องขังเด็ดขาด
หลักความเสมอภาคและการคุ้มครองตามกฎหมาย (มาตรา 27)
สิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวต้องเป็นไปอย่างเท่าเทียม ไม่ควรถูกจำกัดด้วยมูลค่าความเสียหายในคดีเพียงอย่างเดียว
หลักนิติธรรม (มาตรา 3 วรรคสอง)
องค์กรของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ตามหลักนิติธรรม การเน้นย้ำเพียงแค่การเยียวยาที่ปลายทาง ไม่ควรถูกใช้เป็นเกราะบังหน้าเพื่อมองข้ามความผิดพลาดของกระบวนการในต้นน้ำ
โดยมองผ่าน 4 มิติศาสตร์ ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปฏิรูประบบยุติธรรม
ในฐานะ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ที่ได้ศึกษาและทำงานครอบคลุมทั้งด้าน กฎหมาย รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ผมขอเสนอแนวทางการปฏิรูประบบดังนี้
ปฏิรูปชั้นสอบสวน (Process Engineering): ล้างทัศนคติ "ฟ้องๆ ไปเถอะ" โดยกำชับให้พนักงานสอบสวนชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งคุณและโทษอย่างเคร่งครัดตั้งแต่ต้นน้ำ
เสนอแก้ไข พ.ร.บ. กองทุนยุติธรรม: ให้มีกลไกพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยทันทีที่ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยไม่ต้องรอจนกว่าคดีจะถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา เพราะความสูญเสียในชีวิตเกิดขึ้นจริงแล้วตั้งแต่วันที่ถูกคุมขัง
ทบทวนโครงสร้างและอัตราการเยียวยา: ปรับปรุงเกณฑ์และอัตราค่าชดเชยให้สะท้อนถึง "ค่าเสียโอกาส" ความเสียหายทางอาชีพ และชื่อเสียงอย่างสมเหตุสมผลตามหลักเศรษฐศาสตร์
ยึดหลักมาตรการทางเลือกแทนการคุมขัง: ส่งเสริมการใช้กำไล EM และเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวรูปแบบอื่น เพื่อลดการคุมขังระหว่างรอคำพิพากษาให้มากที่สุด
กระบวนการยุติธรรมที่เข้มแข็งและน่าเชื่อถือ ไม่ใช่กระบวนการที่ไม่เคยผิดพลาด... แต่คือกระบวนการที่กล้าปกป้องสิทธิของผู้บริสุทธิ์ตั้งแต่วันแรก และกล้าแก้ไขปรับปรุงระบบเพื่อไม่ให้ใครต้องมา "ตายทั้งเป็น" จากน้ำมือของรัฐอีกต่อไป
#สามารถ #พิ้งกี้สาวิกา #Forex3D #กระบวนการยุติธรรม #ผู้บริสุทธิ์ #ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม #กฎหมาย #สิทธิมนุษยชน #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








