“ความดันโลหิตสูง” ภัยเงียบไร้สัญญาณเตือน คนไทยป่วยเพิ่มต่อเนื่อง เสี่ยงหัวใจวาย เส้นเลือดสมองแตก ไตวายเฉียบพลัน
“ความดันโลหิตสูง” กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาทางสุขภาพที่คุกคามคนไทยอย่างเงียบๆ โดยหลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังป่วย เพราะแทบไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งอาจสายเกินแก้ ส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจวาย เส้นเลือดสมองแตก อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือไตวายเรื้อรัง จนถูกขนานนามว่าเป็น “ฆาตกรเงียบ” ที่คร่าชีวิตผู้คนได้แบบไม่ทันตั้งตัว ปัจจุบันพบว่าคนไทยมากกว่า 1 ใน 4 กำลังเผชิญภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดทั่วโลก
นพ.เจษฎา ลักขณาวงศ์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ สถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) คือ ภาวะที่ความดันในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปวินิจฉัยความดันโลหิตสูงในคลินิกจะใช้เกณฑ์มากกว่าเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท และความดันที่บ้าน จะใช้เกณฑ์มากกว่าเท่ากับ 135/85 มิลลิเมตรปรอท แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น มีโรคประจำตัวร่วมด้วย อาจเริ่มรักษาตั้งแต่ระดับ 130/80 มิลลิเมตรปรอท โรคนี้มักไม่แสดงอาการล่วงหน้า และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงภาวะไตวาย
สำหรับสาเหตุสำคัญของโรคความดันโลหิตสูง คือ พันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดย “พันธุกรรม” ถือเป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดโรค ผู้ที่มีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเกิดภาวะความดันโลหิตสูงมากกว่าคนทั่วไป และบางรายอาจเริ่มมีความดันสูงตั้งแต่อายุประมาณ 30 ปี หรืออายุน้อยกว่านั้น
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ “ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต” ซึ่งเป็นตัวเร่งให้โรคเกิดเร็วขึ้นและรุนแรงขึ้น เช่น การบริโภคอาหารรสเค็ม ปัจจุบันคนไทยจำนวนมากบริโภคโซเดียมเกินความจำเป็น ทั้งจากอาหารแปรรูป ฟาสต์ฟู้ด และอาหารรสจัด เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป จะทำให้เกิดการกักเก็บน้ำ ปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้ระดับความดันสูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ ภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน ความเครียด การนอนน้อย การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณมาก ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ความดันโลหิตสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานที่มีพฤติกรรมใช้ชีวิตเร่งรีบ พักผ่อนน้อย และเผชิญความเครียดสะสมเป็นประจำ
นพ.เจษฎา ให้ข้อมูลต่อว่า “โรคความดันโลหิตสูง” เป็นภัยเงียบที่อันตรายมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการเตือน หลายคนยังสามารถใช้ชีวิต ทำงาน และดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ แต่ในความเป็นจริง หลอดเลือดทั่วร่างกายกำลังถูกทำลายจากแรงดันเลือดที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อร่างกายมีความดันโลหิตสูงต่อเนื่อง หลอดเลือดจะต้องรับแรงดันมากกว่าปกติ ร่างกายจึงพยายามปรับตัวด้วยการสร้างกล้ามเนื้อรอบผนังหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ทำให้หลอดเลือดค่อยๆ แข็งตัว ตีบ แคบ และสูญเสียความยืดหยุ่น ส่งผลให้เส้นเลือดเปราะและแตกง่ายมากขึ้น ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน เส้นเลือดสมองแตก อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือไตวาย
“โรคความดันโลหิตสูง” สามารถเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองตีบได้ประมาณ 2 เท่า และเพิ่มความเสี่ยงเส้นเลือดสมองแตกสูงอย่างมีนัยยะสำคัญ ขณะเดียวกันยังส่งผลให้ไตทำงานหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเสี่ยงเข้าสู่ภาวะไตวายในระยะยาว รวมถึงอาจทำให้เส้นเลือดที่ดวงตาเสื่อมจนเกิดอาการตาพร่ามัว หรือสูญเสียการมองเห็นได้
แม้โรคความดันโลหิตสูงจะไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก แต่บางรายอาจเริ่มมีสัญญาณเตือน เช่น ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือแขนขาอ่อนแรง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและสมองเริ่มเกิดขึ้นแล้ว หากปล่อยให้ความดันสูงเรื้อรังเป็นเวลา 10–20 ปี ความเสียหายจะค่อยๆ สะสมโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว อวัยวะสำคัญอย่างหัวใจ สมอง ไต หรือดวงตา อาจเสื่อมสภาพอย่างถาวรจนไม่สามารถฟื้นกลับมาได้
นพ.เจษฎา กล่าวปิดท้ายว่า วิธีสำคัญที่สุดในการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง คือ การหมั่นตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยค้นหาโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยประชาชนควรมีเครื่องวัดความดันโลหิตประจำบ้าน และวัดอย่างถูกวิธี คือ นั่งพักประมาณ 5 นาที ก่อนวัด ซ้ำ 2–3 ครั้ง แล้วนำค่าเฉลี่ยมาประเมิน รวมถึงควรวัดทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็นเพื่อดูแนวโน้มของระดับความดันในแต่ละวัน
“ค่าความดันที่วัดเองที่บ้านไม่ควรเกิน 135/85 มิลลิเมตรปรอท หากสูงกว่านี้ควรรีบพบแพทย์ และกรณีผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หรือไขมันในเลือดสูง ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องควบคุมความดันอย่างใกล้ชิด หากค่าความดันมากกว่า 130/80 ควรพบแพทย์”
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการควบคุมโรคความดันโลหิตสูง คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการลดอาหารเค็ม ลดน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด งดสูบบุหรี่ และลดการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งหากสามารถควบคุมปัจจัยเสี่ยงได้ดี ก็มีโอกาสช่วยลดระดับความดันลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และในบางรายอาจสามารถลดปริมาณยาหรือหยุดยาได้ภายใต้การดูแลของแพทย์
โรคความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า การรู้เร็ว ตรวจเร็ว และควบคุมได้เร็ว คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการสูญเสียในอนาคต สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง “โรคความดันโลหิตสูง”








