กตป. จับมือ ม.เกษตร เปิดผลการศึกษาระบบบริการถ่ายทอดการสื่อสารศูนย์TTRS ฟังเสียงทุกภาคส่วน ดันเทคโนโลยี AI ยกระดับสิทธิการสื่อสารคนพิการทางการได้ยินอย่างเท่าเทียม พร้อมจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายสู่โครงสร้างพื้นฐานระดับชาติอย่างยั่งยืน
กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ร่วมกับ คณะที่ปรึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำโดย คณะวิจัยจากคณะสังคมศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะเศรษฐศาสตร์ จัดงานประชุมเพื่อวิพากษ์ผลการศึกษา และเวทีเสวนาในหัวข้อ “การใช้บริการโทรคมนาคมเพื่อการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมของคนพิการทางการได้ยินในสังคมดิจิทัล” ณ ห้องประชุมแคทลียา โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการประเมินการดำเนินงานศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย (TTRS) ภายใต้โครงการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลในประเด็นที่สำคัญ ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประจำปี 2568 พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนระบบสื่อสารเพื่อผู้พิการสู่มาตรฐานสากล โดยในพิธีเปิดการประชุม นางสาวอิสรารัศมิ์ เครือหงส์ กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงาน และ ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้เกียรติกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน ทั้งนี้ ได้มีการถ่ายทอดสดการประชุมเสวนาผ่านระบบ Facebook Live “คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน-กตป. PMEC” และจัดให้มีล่ามภาษามือเพื่อการเข้าถึงการสื่อสารอย่างเท่าเทียม เปิดโอกาสให้คนพิการทางการได้ยินและการพูด เสนอความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกับวิทยากรในช่วงรับฟังความคิดเห็นอีกด้วย
นางสาวอิสรารัศมิ์ เครือหงส์ กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน กล่าวว่า การสื่อสารคือสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน ภายใต้สังคมดิจิทัล กตป. มีหน้าที่สำคัญในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของ สำนักงาน กสทช. ซึ่งโครงการศึกษาในครั้งนี้มุ่งเน้นการประเมินประสิทธิภาพการให้บริการของศูนย์TTRS ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2555 เพื่อหาแนวทางยกระดับบริการให้สอดรับกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเน้นย้ำว่าบริการนี้ควรเป็นสิทธิพื้นฐานที่ผู้พิการพึงได้รับอย่างต่อเนื่อง ยั่งยืน และเท่าเทียม ไม่ใช่เป็นเพียงบริการเสริมเฉพาะกิจ เป้าหมายสำคัญของการจัดงานในวันนี้ คือการเปิดพื้นที่ทางวิชาการเพื่อร่วมกันวิพากษ์และระดมความคิดเห็นต่อผลการศึกษาที่ผ่านมา เพื่อให้มั่นใจว่าข้อเสนอแนะที่จะเกิดขึ้นนั้น มีความสมบูรณ์รอบด้านนำไปสู่การขับเคลื่อนการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างแท้จริง
ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ นาวาอากาศโทหญิง ดร.งามลมัย ผิวเหลือง หัวหน้าโครงการวิจัย ฯ เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มคนพิการทางการได้ยินจำนวน 526 คน พบว่า ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจต่อระบบการให้บริการของศูนย์TTRS ในภาพรวมสูงถึง 4.35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5.00 โดยรูปแบบบริการผ่านแอปพลิเคชัน (TTRS Video และ Live Chat) เป็นระบบที่ได้รับความนิยมสูงสุด ช่วยให้คนพิการใกล้ชิดกับครอบครัว (ร้อยละ 25.6) และได้รับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น (ร้อยละ 25.0) รวมถึงมีประโยชน์อย่างมากในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และการติดต่อในยามฉุกเฉิน
อย่างไรก็ดี ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดสำคัญด้านเทคโนโลยี อาทิ สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียรและภาพหรือเสียงไม่ชัดเจน รวมถึงข้อจำกัดเรื่องจำนวนล่ามภาษามือที่ไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ผลการสำรวจกลุ่มประชาชนทั่วไปจำนวน 2,689 คน พบว่า ยังมีประชาชนถึง ร้อยละ 65.3 ที่ยังไม่รู้จักบริการ ของศูนย์ TTRS ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการปฏิเสธรับสายหรือวางสายเมื่อคนพิการติดต่อผ่านระบบถ่ายทอดการสื่อสาร จึงจำเป็นต้องเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกอย่างเร่งด่วน
สำหรับแนวทางการยกระดับบริการ ของศูนย์TTRS เพื่อความเท่าเทียม โครงการวิจัยฯ ได้ให้ข้อเสนอแนะ 3 ข้อ ดังนี้ 1. ผลักดันให้ระบบ TRS และ บริการของศูนย์ TTRS เป็นโครงสร้างสิทธิขั้นพื้นฐานที่คนพิการทุกคนต้องได้รับอย่างทั่วถึง โดยเสนอให้ขยายเวลาการให้บริการ 24 ชั่วโมง 2. ขับเคลื่อนบริการของศูนย์TTRS ให้มีการบริการอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาระบบและการจัดสรรงบประมาณจะต้องมีความเสถียร เพื่อความต่อเนื่องของการบริการ ไร้รอยต่อ และไม่หยุดชะงัก เพื่อประโยชน์สูงสุดในการสื่อสารตลอดจนการใช้ชีวิตประจำวันของคนพิการ 3. เสนอให้ระบบ TRS และ บริการของศูนย์ TTRS เป็นระบบบริการทางสังคม ทำหน้าที่เป็นกลไกและโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม ที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สร้างการมีส่วนร่วม และเปิดโอกาสให้คนพิการทางการได้ยินและการพูดสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะและขับเคลื่อนสังคมดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม
ทั้งนี้ รูปแบบการบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืน นำเสนอไว้ใน 3 รูปแบบ คือ 1. การให้บริการควรเป็นผู้ประกอบการโทรคมนาคมหรือภาคเอกชน ส่วนค่าใช้จ่ายในการให้บริการให้หักจากเงินที่ผู้ประกอบการต้องส่งให้กองทุน USO 2. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) หรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จะต้องจัดตั้งหน่วยงานเพื่อดำเนินการศูนย์ TTRS และ 3. กสทช. เป็นหน่วยงานคัดเลือกผู้ให้บริการโดยปรับกระบวนการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน USO
ภายในงานนอกจากจะมีการนำเสนอผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลในประเด็นที่สำคัญ ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประจำปี 2568 แล้ว ยังเปิดเวทีเสวนาวิพากษ์ผลการศึกษาและเสวนาในหัวข้อ“การใช้บริการโทรคมนาคมเพื่อการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมของคนพิการทางการได้ยินในสังคมดิจิทัล”
รองศาสตราจารย์ ดร.กังสดาล เชาว์วัฒนกุล นักวิจัยหลักของโครงการ ฯ เปิดประเด็นการเสวนาโดยเสนอเชิงกลยุทธ์ เพื่อยกระดับบริการ TTRS คือ เปลี่ยน TTRS เป็นโครงสร้างสิทธิขั้นพื้นฐาน บริการต่อเนื่อง และเป็นระบบของสังคม ซึ่งอาจจะเป็นรูปแบบของเอกชน, รัฐ หรือ กสทช. เป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมกันเสวนาวิพากษ์ผลการศึกษาดังกล่าว และเสนอมุมมองความคิดเห็นโดยสรุปดังนี้
ศาสตราจารย์ ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า การสื่อสารเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ของประชาชน เพื่อความยั่งยืนด้านงบประมาณควรมีหน่วยงานรองรับ ชี้ว่าปัญหาระบบการศึกษาที่ขาดการเข้าถึงการบริการโทรคมนาคม ขาดล่ามภาษามือ ฯ ทำให้เกิด "หลุมดำทางการศึกษา" ส่งผลให้คนพิการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาน้อยลง ขอให้ทุกภาคส่วนใช้แนวคิดมองคนอย่างเท่าเทียมกันผ่านนวัตกรรมร่วมกัน
นางสาวสิริณัฏฐ์ อ่อนไสว ผู้แทนกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือ พก. กล่าวว่า พก.มีหน้าที่ดูแลเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จัดให้มีบริการล่ามภาษามือชุมชนใน 76 จังหวัด และ กทม. ปัจจุบันประสบปัญหาขาดแคลนล่ามภาษามืออย่างมาก แม้ว่าจะเปิดอบรมหลักสูตรล่ามภาษามือ 135 ชั่วโมง เพื่อเสริมการบริการแต่ก็ยังไม่เพียงพอ กอปรกับการให้บริการยังติดอยู่กับระบบราชการ
ด้านนายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่าในมุมมองของตน มองว่าบริการโทรคมนาคมจะเกิดความยั่งยืนผ่านโครงสร้างพื้นฐาน 3As คือเข้าถึงทุกที่, อุปกรณ์ใช้ง่าย, ราคาเหมาะสม นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิด 3Cs คือ ต้องมีความต่อเนื่อง, มีเครือข่ายความร่วมมือ และอุปกรณ์เชื่อมต่อกันได้ในทุกแพลตฟอร์ม
นางสาวกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส กล่าวว่า Thai PBS ได้จัดทำบริการ AD, CC และ SL พร้อมพัฒนา "Big Sign" (ภาษามือจอใหญ่) บนแพลตฟอร์ม VIPA เพื่อให้คนพิการทางการได้ยินสามารถเข้าถึงสื่อสารคดี ละคร และซีรีส์ นอกจากนี้ ยังพัฒนาคอนเทนต์แนวตั้งสำหรับสมาร์ทโฟนที่มีล่ามภาษามือ และทดลองทำภาษามือในมิวสิควิดีโอ ทั้งนี้ ชี้ว่า AI ภาษาไทยทำ Text-to-Speech ได้ดี แต่ Speech-to-Text ยังมีข้อจำกัดด้านความซับซ้อนของภาษาและการถ่ายทอดอารมณ์ในเหตุการณ์สด
ด้านนายวิทยุต บุนนาค นายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย มองว่า ปัญหา TTRS ที่มีศูนย์เดียวทำให้เกิดการผูกขาดและรอคิวนาน เสนอให้ กสทช. เปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่น หรือ Startup เข้ามาแข่งขันเพื่อกระจายความเสี่ยง
ท้ายสุด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นาวาอากาศโทหญิง ดร.งามลมัย ผิวเหลือง หัวหน้าโครงการวิจัย ฯ กล่าวย้ำว่า คณะทำงานให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อทุกมุมมอง ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะอันทรงคุณค่าจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนภาคประชาชน ที่ได้รับตลอดในกระบวนการเก็บข้อมูลวิจัย และในการประชุมเสวนาเพื่อวิพากษ์ผลการศึกษา โดยข้อคิดเห็นทั้งหมดจะถูกนำไปเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์และสังเคราะห์ตามหลักวิชาการ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตอบโจทย์และรอบด้านที่สุด ซึ่งผลการตกผลึกดังกล่าวจะถูกนำเสนออย่างครบถ้วนในรายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) ภายในปลายเดือนมิถุนายน 2569 นี้
“เป้าหมายสูงสุดของพวกเรา คือการทำให้สังคมเห็นว่าบริการโทรคมนาคมเพื่อคนพิการทางการได้ยินและพูด เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่คนพิการทุกคนพึงมีพึงได้ เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องใส่ใจร่วมกัน แค่จบโครงการนี้แล้วมีคนเข้าใจและหันมาเรียนรู้ภาษามือกันมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็กลายเป็นกำลังใจที่ล้ำค่าสำหรับทีมวิจัย”
นางสาวอิสรารัศมิ์ เครือหงส์ กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน กล่าวว่า กตป. จะเผยแพร่ผลการศึกษาในรูปแบบ Policy Brief เพื่อสรุปสาระสำคัญ ข้อค้นพบ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย โดยผู้สนใจสามารถสแกน QR Code เพื่อเข้าถึงรายงานฉบับสมบูรณ์ได้ นอกจากนี้ รายงานฉบับสมบูรณ์จะถูกส่งมอบและเผยแพร่ไปยังห้องสมุดของมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ องค์กรที่เกี่ยวข้อง และภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีบทบาทในการส่งเสริมสิทธิของคนพิการ เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงและแนวทางในการพัฒนานโยบาย มาตรการ และการขับเคลื่อนงานด้านการเข้าถึงการสื่อสารอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต
“กตป. เชื่อว่าการพัฒนาระบบโทรคมนาคมเพื่อคนพิการให้เกิดความยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลการศึกษาครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งาน และส่งเสริมสิทธิในการเข้าถึงการสื่อสารของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม”








