ศาสตราจารย์ ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง "ภาวะผู้นำเชิงควอนตัมกับความอยู่รอดของการศึกษาไทย" ความว่า นอกจากการศึกษาไทยต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ อาทิ หลักสูตร งบประมาณ คุณภาพผู้สอน และคุณภาพผู้เรียน ยังพบว่าการศึกษาไทยขณะนี้กำลังเผชิญกับคำถามใหญ่ระดับแก่นว่า “ระบบการศึกษาไทยจะคงอยู่และมีความหมายอย่างไรต่อโลกที่ยากต่อการคาดการณ์” การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีดิจิทัล ความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน และความเปราะบางทางสังคม กลายเป็นแรงเขย่าที่ทำให้วิธีคิดแบบเดิมของการบริหารการศึกษาตกขอบได้ การมาถึงของแนวคิดใหม่ทางการบริหาร “ภาวะผู้นำเชิงควอนตัม” ในเวลานี้ อาจเป็นกรอบคิดสำคัญต่อความอยู่รอดของการศึกษาไทยนับจากวันนี้ไป
ภาวะผู้นำเชิงควอนตัมเป็นแนวคิดภาวะผู้นำร่วมสมัยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากฟิสิกส์ควอนตัม (quantum physics) แนวคิดว่าด้วยระบบที่มีความซับซ้อน (complexity science) และประสาทวิทยา (neuroscience) โดยมองว่าองค์กรไม่ใช่เครื่องจักรและไม่สามารถควบคุมได้เป็นเส้นตรง องค์กรเป็นระบบมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความสัมพันธ์ ความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลง และความเป็นไปได้หลายรูปแบบ ผู้นำในความหมายนี้จึงมิใช่ผู้สั่งการจากเบื้องบน แต่เป็นผู้สร้างเงื่อนไขให้ผู้คนในระบบสามารถเรียนรู้ ร่วมคิด ร่วมสร้าง และปรับตัวต่ออนาคตที่ยังไม่ปรากฏชัด
หากพิจารณาระบบการศึกษาไทย จะพบว่าโครงสร้างจำนวนมากยังคงตั้งอยู่บนฐานคิดแบบกลไก กล่าวคือ มีการแบ่งส่วนงานอย่างตายตัว เน้นคำสั่ง ระเบียบ ตัวชี้วัด และการควบคุมจากส่วนกลาง แม้แนวทางดังกล่าวอาจเคยมีประสิทธิภาพในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงช้า แต่ในปัจจุบัน ระบบการศึกษาที่อาศัยการควบคุมอาจไม่ตอบสนองต่อความซับซ้อนของผู้เรียน สังคม และเทคโนโลยีได้ทันเวลา ความอยู่รอดของการศึกษาไทยขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนจาก “ระบบที่สั่งให้เรียน” ไปสู่ “ระบบที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้”
หัวใจประการแรกของภาวะผู้นำเชิงควอนตัมคือ การมองเห็นความเชื่อมโยงของทั้งระบบ การศึกษาไทยแก้ไขแบบแยกส่วนไม่ได้ คุณภาพผู้เรียนสัมพันธ์กับคุณภาพครู คุณภาพครูสัมพันธ์กับระบบผลิตและพัฒนาครู ระบบโรงเรียนสัมพันธ์กับครอบครัว ชุมชน เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และนโยบายระดับชาติ ผู้นำทางการศึกษาต้องมีสายตาเชิงระบบ เห็นความสัมพันธ์ระหว่างห้องเรียนกับสังคม ระหว่างนโยบายกับชีวิตจริงของผู้เรียน และระหว่างความรู้กับความเป็นมนุษย์ การตัดสินใจทางการศึกษาที่ดีต้องเข้าใจผลกระทบที่กระเพื่อมไปทั้งระบบ
ประการที่สอง ภาวะผู้นำเชิงควอนตัมเรียกร้องให้ผู้นำยอมรับความไม่แน่นอนอย่างมีสติ ในอดีต การศึกษาอาจมุ่งเตรียมผู้เรียนเข้าสู่อาชีพที่ค่อนข้างแน่นอน แต่ในปัจจุบัน หลายอาชีพกำลังเปลี่ยนรูป สูญหาย หรือเกิดขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว การศึกษาไทยไม่อาจมุ่งผลิตผู้เรียนให้จดจำความรู้สำเร็จรูปอย่างเดียว หากต้องพัฒนาความสามารถในการคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม เรียนรู้ตลอดชีวิต และปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย ผู้นำสถานศึกษาและผู้กำหนดนโยบายต้องกล้าพาครูและผู้เรียนออกจากพื้นที่ปลอดภัยเดิม ไปสู่การทดลองรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ ๆ โดยไม่หวาดกลัวความผิดพลาดจนเกินไป
ประการที่สาม ผู้นำเชิงควอนตัมต้องตระหนักว่า “ผู้สังเกตมีผลต่อระบบ” ในทางการศึกษา หมายความว่า ทัศนคติ ความเชื่อ และพลังภายในของผู้นำส่งผลต่อบรรยากาศการเรียนรู้ทั้งองค์กร หากผู้นำมองครูเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง โรงเรียนย่อมกลายเป็นพื้นที่ของความเงียบและความกลัว แต่หากผู้นำมองครูเป็นปัญญาชน เป็นนักออกแบบการเรียนรู้ และเป็นผู้ร่วมสร้างอนาคต โรงเรียนย่อมมีโอกาสกลายเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่มีชีวิต ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยควรเริ่มต้นจากการเปลี่ยนวิธีมองคนในระบบการศึกษา
ประการที่สี่ ภาวะผู้นำเชิงควอนตัมให้ความสำคัญกับการเกิดขึ้นใหม่ (emergence) กล่าวคือ ผู้นำไม่จำเป็นต้องควบคุมทุกขั้นตอน แต่ต้องออกแบบเงื่อนไขให้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมปรากฏขึ้นได้ ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ผู้นำควรเปิดพื้นที่ให้ครู นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันคิดและร่วมกันแก้ปัญหา การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงจึงไม่อาจเกิดจากคำสั่งฉบับเดียว แต่เกิดจากการปลดปล่อยศักยภาพของผู้คนจำนวนมากที่อยู่ในระบบ
ประการที่ห้า ผู้นำเชิงควอนตัมต้องมีจิตสำนึก คุณค่า และจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน การศึกษาไทยจะอยู่รอดไม่ใช่เพราะมีเทคโนโลยีมากขึ้นเท่านั้น แต่เพราะยังรักษาคำถามพื้นฐานได้ว่า เราจัดการศึกษาเพื่ออะไร เพื่อแข่งขันเพียงอย่างเดียว หรือเพื่อสร้างมนุษย์ที่คิดเป็น รู้เท่าทัน มีคุณธรรม อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ และรับผิดชอบต่อสังคม เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อาจช่วยให้การเรียนรู้รวดเร็วขึ้น แต่ไม่อาจแทนที่ความเมตตา วิจารณญาณ จริยธรรม และความลุ่มลึกของความเป็นมนุษย์ได้ ผู้นำการศึกษาไทยต้องใช้เทคโนโลยีอย่างมีปัญญา ไม่ใช่ปล่อยให้เทคโนโลยีกำหนดทิศทางของการศึกษาแทนมนุษย์
เมื่อมองในระดับนโยบาย ภาวะผู้นำเชิงควอนตัมเสนอให้การศึกษาไทยลดการยึดติดกับโครงสร้างรวมศูนย์ที่ตายตัว และหันไปสู่การบริหารแบบยืดหยุ่น กระจายอำนาจ และไว้วางใจพื้นที่มากขึ้น โรงเรียนในเมือง โรงเรียนชนบท โรงเรียนขนาดเล็ก มหาวิทยาลัยท้องถิ่น และสถาบันอาชีวศึกษา ต่างมีบริบทที่แตกต่างกัน การกำหนดนโยบายแบบเดียวใช้เหมือนกันทั่วประเทศอาจไม่สามารถตอบโจทย์ความจริงที่หลากหลายได้ ผู้นำเชิงควอนตัมต้องยอมรับความหลากหลายของบริบท และสนับสนุนให้แต่ละพื้นที่สร้างคำตอบที่เหมาะสมกับตนเอง ภายใต้เป้าหมายร่วมของคุณภาพ ความเสมอภาค และความเป็นมนุษย์
ในระดับสถานศึกษา ครู ผู้อำนวยการ คณบดี อธิการบดี และผู้นำ จำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุมงานเอกสาร ไปเป็นผู้นำการเรียนรู้ที่สร้างแรงบันดาลใจ สร้างความไว้วางใจ และเชื่อมโยงคนต่างรุ่นต่างความคิดให้ทำงานร่วมกันได้ ความสามารถสำคัญของผู้นำ
ยุคนี้ไม่ใช่เพียงการวางแผน แต่รวมถึงการฟังอย่างลึกซึ้ง การตั้งคำถามที่ดี การอ่านสัญญาณการเปลี่ยนแปลง การสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ และการตัดสินใจท่ามกลางข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์
ความอยู่รอดของการศึกษาไทยในอนาคตขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตนเองโดยไม่สูญเสียแก่นแท้ของการศึกษา ภาวะผู้นำเชิงควอนตัมชี้ให้เห็นว่า อนาคตไม่ได้มีเส้นทางเดียว และการศึกษาไทยยังมีความเป็นไปได้อีกมาก หากผู้นำกล้ามองระบบอย่างเชื่อมโยง ยอมรับความไม่แน่นอน เชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ เปิดพื้นที่ให้เกิดการร่วมสร้าง และยึดมั่นในคุณค่าของการพัฒนาคนอย่างรอบด้าน การศึกษาไทยก็จะ “อยู่รอด” และยังอาจก้าวไปสู่การเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมไทยที่มีปัญญา ยุติธรรม และงดงามยิ่งกว่าเดิม








