“เบาหวานขณะตั้งครรภ์” ถูกชี้ว่าเป็นภัยเงียบที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ทุกคน แม้มีน้ำหนักปกติหรือไม่อ้วน เนื่องจากสาเหตุสำคัญเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจากรกที่ส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักเพียงอย่างเดียว สร้างความกังวลให้กับหญิงตั้งครรภ์จำนวนมากทั้งในแง่ความเสี่ยงต่อสุขภาพตนเองและทารกในครรภ์
ครูก้อย นัชชา ลอยชูศักดิ์ กรรมการบริหาร บริษัท เบบี้แอนด์มัม (ประเทศไทย) จำกัด และผู้ก่อตั้งเพจ BabyAndMom.co.th คลังความรู้การเตรียมตั้งครรภ์ตามหลักวิทยาศาสตร์และงานวิจัยทางการแพทย์ เปิดเผยว่า ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยยังเข้าใจว่า “ต้องอ้วน” จึงจะเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ แต่ในความเป็นจริงผู้หญิงตั้งครรภ์ทุกคนมีโอกาสเผชิญภาวะนี้ได้ เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจากรก ไม่ใช่เพียงปัจจัยเรื่องน้ำหนักตัว
ประเด็นดังกล่าวได้รับการอธิบายอย่างละเอียดโดย พญ.กมลภัทร วิจักขณ์พันธ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ จากโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ในรายการ “ครูก้อยพบแพทย์” โดยระบุว่า กลไกสำคัญของภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เกิดจากฮอร์โมนที่ชื่อ Human Placental Lactogen ซึ่งสร้างจากรก มีผลทำให้อินซูลินในร่างกายแม่ทำงานลดลง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และสามารถส่งผ่านไปยังทารกผ่านทางสายสะดือได้ ทำให้ทารกได้รับน้ำตาลมากกว่าปกติ จนมีภาวะตัวโตเกินเกณฑ์
“ลูกตัวโต” ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเสมอไป เสี่ยงคลอดยากและภาวะแทรกซ้อน
หนึ่งในผลกระทบสำคัญคือ ทารกมีโอกาสตัวโตผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณลำตัวและไหล่ ส่งผลให้เกิดภาวะ “คลอดติดไหล่” ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมที่ต้องใช้เทคนิคช่วยคลอดหลายวิธี เช่น การปรับท่าคลอดมารดา หรือการหมุนไหล่ทารก หรือในบางกรณีแพทย์มีความจำเป็นต้องหักกระดูกไหปลาร้าทารกเพื่อทำคลอด นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเส้นประสาทแขน ส่งผลให้เกิดภาวะข้อมือตกได้
นอกจากนี้ ทารกแรกเกิดอาจเผชิญภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องจากหลังคลอดแหล่งน้ำตาลจากมารดาถูกตัดออก แต่ร่างกายยังมีระดับอินซูลินสูง ส่งผลให้เกิดอาการซึม ไม่ร้อง หรือรุนแรงถึงขั้นช็อกได้ โดยแพทย์จะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและตรวจระดับน้ำตาลหลังคลอดทันที หากพบภาวะน้ำตาลต่ำในระดับไม่รุนแรงอาจให้ทารกดูดนมเร็วขึ้น แต่หากรุนแรงอาจต้องให้น้ำเกลือเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่มักถูกมองข้าม คือ ผลกระทบระยะยาวต่อทารก เนื่องจากทารกที่ได้รับน้ำตาลสูงในครรภ์ มีแนวโน้ม “ตั้งต้นระบบเผาผลาญแบบเบาหวาน” และมีโอกาสพัฒนาเป็นโรคเบาหวานในอนาคต
ผลกระทบของภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ต่อมารดา
พญ.กมลภัทร อธิบายว่า ในมารดาอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดยาก โดยเฉพาะกรณีทารกตัวใหญ่ ด้านคุณแม่เองก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น ทั้งการฉีกขาดของช่องคลอดอย่างรุนแรง แผลหายช้า รวมถึงเพิ่มโอกาสเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ การเสียเลือดมากหลังคลอด (มากกว่า 500 ซีซี) ไปจนถึงภาวะช็อกหรือเสียชีวิตในกรณีรุนแรง และมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานในอนาคต
พญ.กมลภัทร กล่าวเสริมว่า แนวทางสากลมักพิจารณาผ่าคลอดเมื่อทารกมีน้ำหนัก 4,000–4,500 กรัมขึ้นไป แต่สำหรับหญิงไทย แพทย์มักใช้เกณฑ์ประมาณ 3,300–3,500 กรัม เนื่องจากมีโอกาสคลอดธรรมชาติได้ยากกว่า ทั้งนี้การตัดสินใจขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคลร่วมกันระหว่างแพทย์และคุณแม่
แนวทางวินิจฉัยและการรักษา ไม่จำเป็นต้องฉีดอินซูลินทุกคน
ครูก้อย ตั้งคำถามถึงแนวทางการรักษาว่า หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานจำเป็นต้องฉีดอินซูลินทุกรายหรือไม่ ด้าน พญ.กมลภัทร ชี้แจงว่า ไม่จำเป็นต้องใช้อินซูลินในทุกกรณี โดยการวินิจฉัยจะเริ่มจากการทดสอบดื่มกลูโคส 50 กรัม หากไม่ผ่านจะพิจารณาตรวจโดยการทดสอบที่ 100 กรัม แล้วเจาะเลือดตรวจระดับน้ำตาลรวม 4 ครั้ง ห่างกันทุก 1 ชั่วโมง เพื่อประเมินความสามารถของร่างกายในการควบคุมระดับน้ำตาล โดยแพทย์จะพิจารณาจากค่าที่ได้ในแต่ละช่วงเวลา หากพบค่าผิดปกติตั้งแต่ 2 ค่า จะวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จากนั้นแนวทางการรักษาจะเริ่มจากการควบคุมอาหารและติดตามระดับน้ำตาลด้วยการเจาะปลายนิ้วเป็นระยะ หากพบว่าควบคุมไม่ได้หรือมีค่าผิดปกติเกินเกณฑ์ประมาณ 20% แพทย์จึงจะพิจารณาให้อินซูลินเป็นลำดับถัดไป
โดยอินซูลินไม่เป็นอันตรายต่อทารก แต่ต้องปรับขนาดอินซูลินอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลต่ำ ขณะเดียวกันแพทย์ย้ำว่า การควบคุมอาหารยังคงเป็นหัวใจสำคัญ โดยไม่จำเป็นต้องงดแป้งหรือผลไม้ทั้งหมด แต่ควรเลือกชนิดที่เหมาะสมและรับประทานในสัดส่วนที่สมดุล
โภชนาการสำคัญ ไม่ต้องงดแป้งและผลไม้ทั้งหมด
หนึ่งในหัวใจของการดูแลสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์ คือ “การเลือก” ไม่ใช่ “การงด”ไม่ต้องงดแป้งและผลไม้ทั้งหมด โดย พญ.กมลภัทร วิจักขณ์พันธ์ ชี้แจงว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ยังคงต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ลดแป้งขัดสี และเลือกผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปิล หรือเบอร์รี่ พร้อมแนะนำให้จัดสัดส่วนอาหารในแต่ละมื้อเป็นผักครึ่งจาน คาร์โบไฮเดรต ¼ และโปรตีน ¼ เสริมด้วยไขมันดีจากแหล่งธรรมชาติ เช่น อะโวคาโด ธัญพืช และน้ำมันมะกอก ย้ำว่าการควบคุมอาหารไม่ใช่การอดอาหาร เพราะอาจส่งผลให้น้ำหนักทารกไม่เพิ่มตามเกณฑ์ ขณะที่ครูก้อยเสริมว่า การเพิ่มโปรตีนจากแหล่งคุณภาพ เช่น ปลา ไก่ ไข่ เต้าหู้ หรือถั่ว สามารถช่วยทั้งควบคุมระดับน้ำตาลและส่งเสริมการเจริญเติบโตของทารกได้อย่างเหมาะสม
ครูก้อยสรุปว่า ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เป็นภาวะที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูงอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่อทั้งแม่และทารก จึงควรให้ความสำคัญกับโภชนาการ การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกาย และการติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด โดยชี้ว่าการควบคุมน้ำตาลของแม่ในระหว่างตั้งครรภ์เปรียบเสมือนการ “ออกแบบสุขภาพระยะยาวของลูก” ขณะเดียวกัน แม้หลังคลอดระดับน้ำตาลของคุณแม่มักกลับสู่ปกติจากการลดลงของฮอร์โมนรก แต่ยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง เนื่องจากมีความเสี่ยงพัฒนาเป็นเบาหวานในอนาคตสูงกว่าคนทั่วไป และทารกอาจมีความเสี่ยงโรคเบาหวานในอนาคตด้วยเช่นกัน
เบบี้แอนด์มัมฯ ในฐานะแบรนด์ที่ยึดหลักวิทยาศาสตร์ จึงไม่ได้เพียงสื่อสารข้อมูล แต่ทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ในการเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ตามหลักวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์สู่การปฏิบัติจริง เพื่อเสริมสร้างความพร้อมก่อนการตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพ เพราะท้ายที่สุดแล้ว สุขภาพที่แข็งแรงของทั้งคุณแม่และลูกน้อย ไม่ได้เริ่มต้นเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ แต่เริ่มต้นตั้งแต่ก่อนหน้านั้น เพื่อให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปอย่างสมบูรณ์และปลอดภัย จึงสะท้อนได้ว่าการมีความรู้และการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์เป็นกุญแจสำคัญสู่สุขภาพที่ยั่งยืนของทั้งแม่และลูกในอนาคต
คลิกชมรายการ “ครูก้อยพบแพทย์” เรื่อง “เบาหวานขณะตั้งครรภ์ เรื่องใกล้ตัวที่แม่ท้องห้ามมองข้าม!” ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/share/v/17DQvxwhq9/
YouTube : https://youtu.be/soXQWaXKZ90?si=_TO5KgILhnlLJSV4
ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ : https://www.babyandmom.co.th
ปรึกษาครูก้อย ที่ Line Official : @BabyAndMom.co.th
Call Center : 083-439-5882 (เฉพาะในวันและเวลาทำการ)








