ประชาสัมพันธ์

สพฉ. เปิดม่านงานวิชาการ EMS ครั้งที่ 17 ตกผลึกข้อเสนอเชิงนโยบาย ชูนวัตกรรม AI-Driven และ โมเดลจัดการภัยพิบัติ

แชร์ข่าว

สพฉ. เปิดม่านงานวิชาการ EMS ครั้งที่ 17 ตกผลึกข้อเสนอเชิงนโยบาย ชูนวัตกรรม AI-Driven และ โมเดลจัดการภัยพิบัติ ปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉินไทยเพื่อทุกชีวิตอย่างเท่าเทียม

โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จ.นนทบุรี สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ในการจัดงานประชุมวิชาการการแพทย์ฉุกเฉินระดับชาติ ครั้งที่ 17 (National EMS Forum 2026) และการแข่งขันปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล ด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับชาติ ครั้งที่ 2 (The 2nd National Emergency Medical Simulation Contest) โดยได้รับความสนใจจากบุคลากรด้านการแพทย์ฉุกเฉิน แพทย์ พยาบาล นักวิจัย และภาคีเครือข่ายท้องถิ่นเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง มุ่งเน้นการขับเคลื่อนระบบการแพทย์ฉุกเฉินไทยสู่ยุคดิจิทัลและการรับมือภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานในพิธี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะระบบการแพทย์ฉุกเฉินซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนต้องเข้าถึงอย่างเท่าเทียม งานวิจัยและนวัตกรรมที่ สพฉ. นำเสนอในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบ AI-Driven หรือการจัดการฐานข้อมูลดิจิทัล จะเป็นกลไกสำคัญในการทลายขีดจำกัดด้านงบประมาณและระยะทาง เพื่อสร้างหลักประกันว่าประชาชนไทยทุกคนจะได้รับบริการที่ทันท่วงทีในทุกเสี้ยววินาทีวิกฤต

ด้านดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวถึงภาพรวมการดำเนินงานว่า ตลอด 3 วันที่ผ่านมา เวทีนี้ได้ตกผลึก องค์ความรู้จากงานวิจัยกว่า 150 เรื่อง สู่ข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ อาทิการยกระดับงบประมาณกองทุนการแพทย์ฉุกเฉินให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายจริง, การขยายเครือข่ายหน่วยปฏิบัติการให้ครอบคลุมระดับตำบลมากกว่าร้อยละ 65, การใช้แพลตฟอร์ม NDEMS และ AI-Driven เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินในทุกมิติ การรณรงค์ความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS Literacy) ให้เข้าใจการร้องขอความช่วยเหลือและความสามารถในการช่วยพื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน หรือ การ CPR ในกลุ่มเด็ก เยาวชน ประชาชนทั่วไป และการยกระดับมาตรฐาน Sky Doctor สู่บริการถาวร

นอกเหนือจากมิติด้านวิชาการ ความสำเร็จในครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นจากการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน โดยได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจาก บริษัท อัพไรท์ ซิมมูเลชั่น จำกัด และ บริษัท เอส เอ็ม ดี เจเนซิส จำกัด ในฐานะผู้สนับสนุนหลักที่ร่วมจัดนิทรรศการนวัตกรรม พร้อมด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรภาคธุรกิจ ได้แก่ บริษัท ฟาสต์เมด อินโนเวชั่น จำกัด, บริษัท เอ็มพี กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไวทัลไซน์ โซลูชั่น จำกัด, บริษัท เจี่ยรักษา จำกัด, World Med Trading, บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี อะคาเดมี จำกัด (สนญ.), บริษัท เมดิเทคเทรดดิ้ง จำกัด, บริษัท กิตติธัญ จำกัด, บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน), Avanti Health and Technology และบริษัท เมดิก ไลฟ์ จำกัด ที่มาร่วมเติมเต็มระบบนิเวศการแพทย์ฉุกเฉินไทยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

สำหรับการจัดสรรพื้นที่เรียนรู้ภายในงานได้ถูกออกแบบให้ครอบคลุมทุกมิติยุทธศาสตร์ ตั้งแต่เวทีหลักที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบาย “EMS for All” และการแข่งขันสถานการณ์จำลองเสมือนจริง (Simulation Contest) เพื่อทดสอบทักษะการตัดสินใจภายใต้ภาวะวิกฤตต่อเนื่องไปสู่โซนนวัตกรรมล้ำสมัยที่เจาะลึกการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการคัดแยกผู้ป่วยและการถอดบทเรียนการทำงานจากวิกฤตอุทกภัยปี 2568 พร้อมเปิดพื้นที่เสวนาในประเด็นสิทธิและความปลอดภัยของผู้ป่วย รวมถึงการจัดการระบบกู้ชีพในพื้นที่ความไม่สงบชายแดนกัมพูชา นอกจากนี้ยังมีการจัดห้องปฏิบัติการเฉพาะทางเพื่อยกระดับทักษะการช่วยชีวิต (UP-SKILL CPR)

สู่มาตรฐานสากล และเวทีระดมสมองเพื่อตกผลึกข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะใช้เป็นรากฐานการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินไทยอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการจัดแสดงและประกวดผลงานวิชาการจากทั่วประเทศ ซึ่งทุกภาคส่วนล้วนมุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรให้มีความพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์อย่างบูรณาการ

สำหรับไฮไลต์ คือการแข่งขันปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล ด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับชาติ ครั้งที่ 2 (The 2nd National Emergency Medical Simulation Contest) ซึ่งทีมที่คว้าชัยชนะในปีนี้ ได้แก่ No pulse โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ สะท้อนถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของบุคลากรไทยในการประสานงานสหวิชาชีพ

โดยผลสรุปทั้งหมดจะถูกเผยแพร่และเสนอต่อภาคี เครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมาร่วมกันทำเป็น “แผนแม่บท” ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการแพทย์ฉุกเฉินได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และทันท่วงที ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป..

แชร์ข่าว