บทความ บทวิเคราะห์

ปลุกคนไทยเป็นฮีโร่นาทีชีวิต สพฉ.ผนึกอินฟลูฯ สู้วิกฤตกำลังคนฉุกเฉิน

แชร์ข่าว



ในวันที่เหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว “ทุกนาที” คือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตาย ท่ามกลางข้อจำกัดด้านบุคลากรและเวลาการเข้าถึงผู้ป่วย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จึงเดินหน้าผนึกกำลังภาคสื่อสารยุคใหม่ หวังเปลี่ยนประชาชนธรรมดาให้กลายเป็น “ฮีโร่นาทีชีวิต”



การลงนามความร่วมมือระหว่าง สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และสมาคมการค้าอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ไทย ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงภาพลักษณ์ แต่สะท้อนความพยายามแก้ปัญหา “เชิงระบบ” ของการแพทย์ฉุกเฉินไทย โดยเฉพาะประเด็นการขาดแคลนบุคลากรและข้อจำกัดด้านเวลาในการเข้าถึงผู้ป่วย


วิกฤตที่แท้จริงที่เกิดขึ้น บุคลากรไม่พอ vs เวลาไม่รอใคร

แม้ประเทศไทยมีระบบสายด่วน 1669 และทีมกู้ชีพครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ข้อเท็จจริงคือ ในเหตุหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ทุก 1 นาทีที่ไม่ได้รับการทำ CPR โอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รถพยาบาลต้องใช้เวลาเดินทางตามระยะทางและสภาพจราจร

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่แค่ “จำนวนเจ้าหน้าที่” แต่คือช่องว่างระหว่างการเกิดเหตุและการเข้าถึงผู้ป่วย หากเราสามารถสร้างพลเมืองช่วยชีวิตได้ย่อมเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต



ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการ สพฉ.เปิดเผยว่า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินจะเข้มแข็งได้ ต้องอาศัยทั้งมาตรฐานการปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพ และประชาชนที่มีความรอบรู้ เข้าใจบทบาทของตนเองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ทุกนาทีมีความหมายต่อชีวิต การให้ประชาชนและผู้มีอิทธิพลทางความคิดได้รับการฝึกทักษะ CPR และการใช้เครื่อง AED คือกลไกสำคัญในการเพิ่มอัตรารอดชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล

“ผมอยากเห็นหนึ่งครัวเรือนมีอย่างน้อยหนึ่งคนทำ CPR เป็น เพราะนั่นคือความปลอดภัยพื้นฐานของครอบครัว การแก้ปัญหาบุคลากรแม้สำคัญ แต่หากเราสามารถเสริมสร้างความรู้สู่ครัวเรือนได้สิ่งนี้สามารถสะท้อนชัดว่า การแก้ปัญหาบุคลากรไม่สามารถพึ่งการเพิ่มอัตรากำลังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างกำลังเสริมจากภาคประชาชนด้วย ”



ทำไมทุกคนต้องรู้ CPR?

การทำ CPR ไม่ใช่ทักษะเฉพาะของบุคลากรทางการแพทย์อีกต่อไป แต่เป็นทักษะชีวิตพื้นฐาน เพราะผู้ป่วยฉุกเฉินส่วนใหญ่มักล้มลงในบ้าน ที่ทำงาน หรือที่สาธารณะ ก่อนเจ้าหน้าที่จะมาถึงการที่คนใกล้ตัวเริ่มช่วยชีวิตได้ทันที จะเพิ่มโอกาสรอดชีวิตหลายเท่า ลดความเสียหายของสมองจากการขาดออกซิเจน ช่วยลดภาระระบบการแพทย์ฉุกเฉิน


อินฟลูเอนเซอร์ ตัวคูณพลังความรู้

ในยุคที่โซเชียลมีเดียกำหนดพฤติกรรมสังคม การสื่อสารผิดพลาดอาจทำให้ประชาชนลังเลที่จะช่วยเหลือผู้ป่วย ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งสร้างเครือข่ายครีเอเตอร์ที่ผ่านการอบรมจริง สื่อสารอย่างถูกต้อง และมีความรับผิดชอบ เมื่อข้อมูลถูกต้องกระจายอย่างรวดเร็ว ความตื่นตระหนกจะลดลง และการตัดสินใจในนาทีวิกฤตจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น จาก “ระบบรักษา” สู่ “วัฒนธรรมช่วยชีวิต”การบูรณาการระหว่างหน่วยงานสาธารณสุขกับภาคการสื่อสารยุคใหม่ คือการเปลี่ยนแนวคิดจากการรอความช่วยเหลือ มาเป็นการเตรียมพร้อมช่วยกันเองในโลกที่ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ภัยพิบัติ อุบัติเหตุ และเหตุฉุกเฉินสามารถเกิดได้ทุกเมื่อ

การมีความรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินคือภูมิคุ้มกันสังคม เพราะบางครั้ง เสียงเตือน 1669 อาจยังมาไม่ถึงแต่ “มือของคุณ” อาจเป็นมือแรกที่ช่วยชีวิตใครบางคนไว้ได้

ข่าวแนะนำ