เป็นไปได้หรือ ที่การซื้อเสียงเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานครจะใช้เงินสูงถึง 7,500 บาทต่อหัว ถ้ามีการใช้เงินสูงถึง 7,500 บาทต่อหัวจริงจะต้องหวังผลชนะการเลือกตั้งแบบขาดลอย หากพิจารณาผ่านตัวเลขสถิติการเลือกตั้งใหญ่ 2 ครั้งล่าสุด จากฐานคะแนนเสียงของผู้ชนะการเลือกตั้งจะต้องใช้เงินสู้ในแต่ละเขตหลาย100 ล้านบาทขึ้นไปต่อคนต่อเขต
โดยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2566 ซึ่งกรุงเทพมหานครมีเขตเลือกตั้งเพิ่มขึ้นเป็น 33 เขต ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือชัยชนะเกือบเบ็ดเสร็จของพรรคก้าวไกล โดยผู้ที่สร้างสถิติครองคะแนนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของกรุงเทพฯ ในรอบนี้คือ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ จากเขตเลือกตั้งที่ 9 (ครอบคลุมพื้นที่บางเขน, จตุจักร และหลักสี่) ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนไปถึง 50,132 คะแนน ในขณะที่ผู้ได้รับเลือกตั้งซึ่งมีคะแนนน้อยที่สุดในบรรดาผู้ชนะ 33 เขต คือ นายภัณฑิล น่วมเจิม จากเขตเลือกตั้งที่ 4 (พื้นที่คลองเตยและวัฒนา) โดยเก็บคะแนนไปได้ 33,381 คะแนน ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้จะเป็นคะแนนต่ำสุดของผู้ชนะในรอบนี้ แต่ก็ยังถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต
ส่วนการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งในขณะนั้นกรุงเทพมหานครมีเขตเลือกตั้งเพียง 30 เขต บรรยากาศการแข่งขันมีความแตกต่างออกไป และคะแนนเสียงมีการกระจายตัวมากกว่า โดยผู้ชนะที่คว้าคะแนนสูงที่สุดใน กทม. คือ กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ จากพรรคพลังประชารัฐ (ในขณะนั้น) ซึ่งทำคะแนนในเขตเลือกตั้งที่ 1 (พื้นที่พระนคร, ป้อมปราบศัตรูพ่าย, สัมพันธวงศ์ และดุสิต) ไปได้สูงถึง 51,501 คะแนน ซึ่งยังคงเป็นสถิติคะแนนดิบที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งทั้งสอง
อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าสังเกตที่สุดคือคะแนนของผู้ชนะในลำดับต่ำสุดของปี 2562 ซึ่งมีความแตกต่างจากปี 2566 อย่างมีนัยสำคัญ โดยในครั้งนั้น ขจิตร ชัยนิคม จากพรรคเพื่อไทย ผู้ชนะในเขตเลือกตั้งที่ 18 (พื้นที่หนองจอก) ได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเพียง 20,739 คะแนน เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าในการเลือกตั้งปี 2562 มีการตัดคะแนนกันเองของผู้สมัครหลายพรรคในสัดส่วนที่สูง หรือมีผู้มาใช้สิทธิในเขตนั้นไม่หนาแน่นเท่ากับปัจจุบัน
จากสถิติทั้งสองครั้งชี้ให้เห็นแนวโน้มสำคัญว่า การที่จะได้รับเลือกตั้งเป็น สส. กรุงเทพมหานครในยุคหลังนั้น "เพดานคะแนน" ของผู้ชนะมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่คะแนนเพียงสองหมื่นต้นๆ ก็สามารถเป็นผู้ชนะได้
โดยเฉพาะในปี 2566 เกณฑ์คะแนนเฉลี่ยของผู้ที่ได้รับเลือกตั้งใน กทม. สูงขึ้นกว่าปี 2562 อย่างเห็นได้ชัด โดยผู้ชนะเกือบทุกเขตต้องมีคะแนนเกิน 35,000 คะแนนขึ้นไป เนื่องจากฐานเสียงมีความชัดเจนและมีการตื่นตัวของผู้ใช้สิทธิสูงขึ้น
ดังนั้น หากผู้ที่ต้องการซื้อเสียงและรับประกันชัยชนะในเขตเลือกตั้งใช้เงินซื้อที่ 7,500 บาทต่อหัวจริง พวกเขาจะต้องใช้เงินซื้อเสียง 7,500 บาท X 35,000 คน =262,500,000 บาท หรือประมาณ 2.625 ร้อยล้านบาท
แต่หากต้องการจะชนะขาดลอยก็ต้องใช้เงิน 7,500 X 50,000 คน = 375,000,000 บาท หรือ 3.75 ร้อยล้านบาท
มุมมองของ จตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน มองว่า “ถือว่าบ้า ซื้อมากเกินความจำเป็น และไม่สมเหตุสมผล”
แม้ “จตุพร”จะยอมรับว่า การเลือกตั้งยุคสีเทา กรณีซื้อเสียงระดับหลัก500ไม่มีแล้ว แต่การซื้อถึง 7,500 บาท จะใปแจกเงินอย่างไร มันไม่ง่าย เพราะหนึ่งเขตเลือกตั้งใช้เงินถึง 385 ล้านเมื่อจ้างหัวคะแนนไปแจกอีก ก็เฉลี่ยเขตละ 400 ล้านอย่างนี้ต้องเป็นซูปอร์สแกมเมอร์ ระดับเฉินจื้อกันจริงๆ
ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ย้อนถามกับนักข่าวว่าใครเป็นคนจ่าย 7,500 บาท ให้บอกมา จะซื้อเขาควายไปครอบให้ พร้อมระบุว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาสู้กันดุเดือดทุกรอบ แต่ขอให้สู้ในเกม และกติกา
หากวิเคราะห์อย่างสังเคราะห์ จะพบว่า แม้ตัวเลขเงินซื้อเสียงอาจมีแนวโน้มสูงขึ้นในการเลือกตั้งที่จะมาถึง แต่หากจะบริหารจัดการคะแนนจัดตั้งด้วยตัวเลขตัวเลขดังกล่าว จะต้องใช้เงินมหาศาล
จึงมีข้อสังเกตว่า หากมีการดำเนินการดังกล่าวจริงจะต้องใช้เงินมหาศาล อนุมานได้ว่าอาจเป็น “ทุนเทา” หรือ “ทุนข้ามชาติ” !!?
ไม่เช่นนั้น อาจเป็นไปได้ที่ตัวเลข 7,500 บาทถูกจ่ายให้บุคคลระดับหัวคะแนนหรือผู้นำมากกว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วไป อย่างไรก็ตาม อาจมีข้อสังเกตว่าเป็นการปั่นราคาเกินจริงหรือไม่ โดยอาจเกิดคำถามอาจย้อนกลับไปที่กระบวนการสำรวจความคิดเห็นของคณะทำงาน ซีโร่คอร์รัปชั่น ที่อาจตกเป็นฝ่ายถูกตรวจสอบเสียเองก็เป็นไปได้ แว่วว่ามีบางฝ่ายจะเอาเรื่องคนทำโพล!!
#ซื้อเสียง #ซื้อเสียง7500 #เลือกตั้ง #การเมือง







