ลีลาชีวิต /ทวี สุรฤทธิกุล
“ทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน” ชาวนาหรือเกษตรกรคือคนส่วนใหญ่ของประเทศไทยซึ่งระบอบประชาธิปไตยต้องคำนึงถึงคนส่วนใหญ่ในสังคมเป็นหลัก
การเกิดขึ้นของพรรคกิจสังคมเป็นผลจากการ “วิจัยสังคม” อย่างลึกซึ้ง จากคำบอกเล่าของนายบุญชู โรจนเสถียร เลขาธิการพรรคกิจสังคม ซึ่งในอดีตคือกรรมการผู้จัดการใหญ่(หรือ CEO ในสมัยนี้)ของธนาคารกรุงเทพจำกัด อันเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในยุคนั้น ท่านบอกว่าธนาคารได้มีทีมวิจัยเศรษฐกิจโดยนักวิจัยมืออาชีพมานานแล้ว และผู้บริหารของธนาคารก็ได้ใช้ข้อมูลเหล่านั้นวางแผนและกลยุทธต่าง ๆ ในธุรกิจของธนาคารเรื่อยมา แต่เมื่อนายบุญชูมาทำงานการเมือง เขาก็นำข้อมูลเหล่านั้นมาวางแผนและกำหนดนโยบายต่าง ๆ ทางการเมือง โดยได้นำไปให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เห็นชอบมาเป็นระยะ ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการก่อตั้งพรรคและนำมาเป็นนโยบายในการหาเสียงของพรรคกิจสังคม จนเมื่อได้ตั้งรัฐบาลแล้ว นโยบายเหล่านั้นก็มีการนำมาใช้อย่างจริงจัง
ตอนที่พรรคกิจสังคมจัดตั้งรัฐบาลในเดือนมีนาคม 2518 เป็นช่วงฤดูแล้งของประเทศไทย ปัญหาที่ทีมวิจัยของนายบุญชูค้นพบก็คือ ปัญหาการว่างงานในฤดูแล้งของเกษตรกรในชนบท โดยเฉพาะชาวนาที่เพิ่งจะสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว เกษตรกรจำนวนมากจึงว่างงานในช่วงเวลานี้ ส่วนใหญ่จึงหลั่งไหลเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ โดยมาหางานรับจ้างชั่วคราวต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เกิดปัญหาความแออัดในเมืองหลวง รวมถึงปัญหาสังคมต่าง ๆ ตามมา (เช่น ความแออัดของที่อยู่ที่เรียกว่า “สลัม” การจราจร ความสกปรกของสิ่งแวดล้อม โสเภณีและการพนัน รวมถึงสุขภาพอนามัยต่าง ๆ) นายบุญชูจึงเสนอให้พรรคกิจสังคมนำเสนอนโยบาย “การสร้างงานในชนบทในช่วงฤดูแล้ง” เพื่อลดทอนปัญหาดังกล่าว ที่สำคัญเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวชนบทและเกษตรกร ก็จะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ “พัฒนา” ได้ดียิ่ง ๆ ขึ้นต่อไป
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้แถลงนโยบายนี้ต่อสภา อันเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศในหลาย ๆ ด้าน นอกเหนือจากนโยบายการสร้างงานในชนบทในช่วงฤดูแล้งนี้แล้ว ยังมีนโยบายการช่วยเหลือผู้เจ็บไข้ได้ป่วยทั่วประเทศที่มีฐานะยากจนได้รับการรักษา “ฟรี” และการสงเคราะห์ผู้ยากไร้ในเมืองหลวงให้ได้ขึ้นรถเมล์ “ฟรี” ทั้งนี้ก็เพราะคนไทยยังมีคนที่ยากจนอยู่มาก ซึ่งคนยากจนเหล่านี้ไม่เคยได้รับการเอื้อเฟื้อหรือให้การช่วยเหลืออะไรจากรัฐบาลใด ๆ มาก่อน จึงทำให้นโยบายของพรรคกิจสังคมเป็นที่ฮือฮามากในสมัยนั้น
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคกิจสังคม ได้สั่งการให้นายบุญชู โรจนเสถียร ที่ขณะนั้นได้มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รีบเร่งดำเนินการนโยบายนี้ให้มีผลโดยเร็วก่อนที่ฤดูแล้งจะผ่านไป แต่ก็พบปัญหาว่างบประมาณของปี 2518 ที่จัดทำไว้ตั้งแต่ปี 2517 ก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามา ไม่ได้จัดสรรงบประมาณในเรื่องนี้ไว้ให้ แต่นายบุญชูก็เสนอทางออกให้รัฐบาลไปขออนุมัติงบประมาณใหม่จาก “เงินคงคลัง” (อาจจะเรียกได้ว่า “เงินเก็บ” หรือ “กระปุกออมสิน” ของรัฐบาล เพราะเป็นเงินเหลือจ่ายจากงบประมาณปีก่อน ๆ สะสมไว้เพื่อเป็นเงินสำรองส่วนหนึ่งของประเทศ) ที่นายบุญชูได้คำนวณแล้วว่าน่าจะต้องใช้จ่ายประมาณ 2,500 ล้านบาท คือโครงการนี้จะส่งเงินไปให้แต่ละตำบล โดยประเทศไทยตอนนั้นมีประมาณ 5,000 ตำบล ส่งให้ตำบลละ 500,000 บาท ก็จะอยู่ในวงเงินจำนวนนี้
ในวันที่มีการเสนอขอเงินงบประมาณนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎร ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ชี้แจงเหตุผลต่อสภาว่า ความทุกข์ยากของชาวไร่ชาวนาคือความทุกข์ยากของแผ่นดิน ความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในทุก ๆ ปี เป็นเสมือนไฟที่ลุกลาม “เผาแผ่นดิน” เงินที่จะใช้จ่ายนี้คือ “น้ำราดรด” ที่จะไปดับไฟในแผ่นดินดังกล่าว ซึ่งเงินนี้จะเป็นค่าจ้างในการทำงาน ได้แก่ การทำถนนหนทาง การขุดบ่อน้ำ และสาธารณูปโภคต่าง ๆ (ตอนนั้นมีการพูดด้วยว่า ไม่ให้เอาไปสร้างวัด โรงพยาบาล หรืออาคารสถานที่ต่าง ๆ เพราะไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์ในทางสาธารณะมากเท่าถนนและบ่อน้ำ ซึ่งประชาชนเป็นผู้รับจ้างและได้ค่าแรงอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย) ที่เน้นการจ่ายค่าแรงให้ประชาชนโดยตรง ไม่ใช่จ่ายให้กับผู้รับเหมา หรือผ่านมือผู้ว่าราชการจังหวัดกับนายอำเภอ ที่อาจจะมีเบี้ยบ้ายรายทาง รวมถึงไม่อยากให้มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก อันจะทำให้การจ่ายเงินล่าช้า ไม่ทันกับฤดูแล้งที่ชาวบ้านกำลังว่างงานอยู่นั้น
ในเรื่องการให้แต่ละตำบลดูแลการใช้จ่ายเงินงบประมาณก้อนนี้ ก็มีเบื้องหลังที่น่าสนใจ โดยที่รัฐบาลก็ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีผลที่ตามมาอย่างอื่นอีกมากมาย โดยเฉพาะ “พลังประชาธิปไตย” ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในยุคนั้น แล้วก็ตามมาด้วย “พลังชาวชนบท” ที่ส่งผลทางการเมืองอย่างมหาศาลในยุคต่อมา
เรื่องนี้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้เปิดเผยว่า ตอนที่นายบุญชูเสนอโครงการนี้ก่อนจะจะนำไปขออนุมัติเงินงบประมาณจากสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็ได้ถามว่าจะมีขั้นตอนการใช้จ่ายเงินอย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบการใช้จ่ายเงินจำนวนนี้ นายบุญชูก็บอกว่าให้ชาวบ้านเขาดูแลกันเองจะดีที่สุด ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการในระดับหมู่บ้านตำบลนั้นขึ้นมาดูแลเป็นการเฉพาะกิจ ขณะนั้นมีท่านอาจารย์ ดร.เกษม ศิริสัมพันธ์ ร่วมปรึกษาหารืออยู่ด้วย ท่านได้บอกว่าทำไมไม่ให้ “สภาตำบล” เป็นคณะกรรมการที่จะดูแลในเรื่องนี้เสียเลยเล่า เพราะมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว คือสภาตำบลนี้ตั้งขึ้นตั้งแต่ครั้งที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ใน พ.ศ. 2499 แต่ก็ยังไม่ได้จัดตั้งขึ้นอย่างแท้จริง จนกระทั่งมีการปรับปรุงแก้ไขโดยประกาศคณะปฏิวัติ ใน พ.ศ. 2515 ที่ได้ให้สภาตำบลมีอำนาจในการจัดการดูแลเงินงบประมาณของตำบลได้ด้วย ซึ่งที่ประชุมของพรรคกิจสังคมก็เห็นด้วย และนำไปเสนอต่อสภาดังกล่าว
หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติเงินงบประมาณให้แล้ว ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ทั้งนี้ถ้าจะเรียกชื่อชื่อโครงการนี้ตามเอกสารที่รัฐบาลเสนอขอเงินงบประมาณ ก็ต้องเรียกว่า “โครงการสร้างงานในชนบทในฤดูแล้ง” ซึ่งค่อนข้างจะยาวไปนิด ท่านเลยขอเรียกชื่อโครงการนี้สั้น ๆ ว่า “เงินผัน” ซึ่งพอมีการเผยแพร่ออกไปทางสื่อก็เป็นที่ติดปาก และสาธารณะทั้งหลายก็เรียกชื่อ “เงินผัน” นี้กันอย่างแพร่หลายอย่างรวดเร็ว รวมทั้งที่คนเอาไปเรียกว่า “เงินคึกฤทธิ์” และ “เงินผันคึกฤทธิ์” นั้นด้วย
โครงการเงินผันประสบความสำเร็จด้วยดี แม้จะมีผู้วิจารณ์รวมถึงสื่อมวลชนบางส่วนกระแนะกระแหนว่าเป็น “เงินผลาญ” เพราะมีการทุจริตคอร์รัปชั่นกันอยู่บ้าง เป็นต้นว่า มีการจ้างลูกหลานของคณะกรรมการในสภาตำบลนั้นเป็นหลัก การขุดดินที่จ่ายค่าแรงกันเป็นคิวก็มีการโกง ขุดไม่เต็มคิวแต่ได้ค่าจ้างเต็ม (ค่าแรงขุดดินสมัยนั้นคิวหนึ่งหรือปริมาณ 1 ลูกบาศก์เมตร จะได้คิวละ 25 บาท วันหนึ่ง ถ้าเป็นผู้ชายที่แข็งแรงจะขุดได้ 3 - 4 คิวต่อวัน ในขณะที่ก๋วยเตี๋ยวและข้าวแกงในสมัยนั้นตกชามละ 4 - 5 บาท ก็ถือว่าได้ค่าตอบแทนมากพอสมควร) ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ให้สัมภาษณ์โต้ตอบว่า “นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ราษฎรไทยได้คอร์รัปชั่นเงินของตัวเอง ที่ผ่านมามีแต่พวกเจ้าใหญ่นายโตทั้งหลายแบ่งกินกัน เหมือนไอติมที่ส่งมาจากพระนคร กว่าจะถึงชาวบ้านตามท้องไร่ท้องนาป่าเขา ไอติมก็ละลายและถูกดูดกินกันเรื่อยมา พอถึงมือชาวบ้านก็แห้งหมดเหลือแต่ไม้ไอติม... อีกอย่างที่ว่าลูกหลานของคณะกรรมการสภาตำบลได้รับเงินค่าจ้างมากกว่าใครนั้น คนเหล่านี้ก็เป็นคนในหมู่บ้านตำบลนั้นไม่ใช่หรือ เหมือนน้ำที่หกกระจายก็อาจจะเรี่ยราด แต่ก็เรี่ยราดอยู่ในไร่ในสวน บนแผ่นดินของชาวบ้าน ต้นไม้ใบหญ้าในหมู่บ้านตำบลนั้นก็ได้รับความชุ่มชื้นงอกงามอยู่ดี”
“คึกฤทธิ์เป็นคนคิดลึก กลางคืนดื่นดึก นั่งนึกนอนคิด คิดช่วยคนยากคนจน ให้สภาตำบลสร้างถนนเชื่อมติด พวกเราก็ไปรับจ้าง... เอ้า พวกเราก็ไปรับจ้าง... ขุดคลองสร้างทาง เอาสตางค์คึกฤทธิ์”
เพลิน พรหมแดน แต่งและร้องเพลงนี้จนดังกระหึ่ม และได้ทำให้ชื่อเสียงของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์โด่งดัง “เข้าไปอยู่ในหัวใจ” ของคนรากหญ้าทั่วประเทศนั้นด้วย !
#คึกฤทธิ์ปราโมช #คึกฤทธิ์ชีวิตไทย #เงินผัน #นโยบายเงินผัน #การเมืองไทย #เศรษฐกิจชนบท #ชาวนาไทย #เกษตรกรไทย #โครงการเงินผัน #นโยบายชนบท #ประวัติศาสตร์การเมือง #ผู้นำการเมืองไทย #การพัฒนาชนบท #วิถีชาวนา #พรรคกิจสังคม #ประวัติศาสตร์ไทย #ไทยสมัยใหม่ #นโยบายเพื่อชาวนา #การเมืองเชิงนโยบาย








