วันที่ 24 สิงหาคม 2569 นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Yingcheep Atchanont' ระบุข้อความว่า
" จัดงานเอาหัวชนกำแพงกับสว.สีน้ำเงิน ผ่านไปเสร็จสิ้นเรียบร้อยดี ตามแผนการที่วางเอาไว้ ไม่มีปัญหาเกินคาดคิดมาแทรกแซง แต่คืนนี้คงไม่ได้เข้านอนด้วยความอิ่มเอิบใจ เพราะมีปัญหามากมายหลายอย่างยังผุดขึ้นมาในประเทศนี้อย่างประเดประดัง
อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เลย คือ การประกาศใช้พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งก็คือกฎหมายนิรโทษกรรม ฉบับที่เป็นการนิรโทษกรรมครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ แต่คนออกกฎหมายไม่กล้าใช้คำว่านิรโทษกรรมด้วยซ้ำ เพราะเคยด่าทักษิณเอาไว้เยอะ เลยต้องบิดเป็นคำอื่น
กฎหมายนี้ยกเว้นความผิด สั่งยุติการดำเนินคดีที่เกิดจากการชุมนุมทางการเมืองย้อนหลัง 20 ปี เสื้อเหลือง กปปส. ได้หมด คดีปิดสนามบิน คดีขัดขวางการเลือกตั้ง คดีปิดถนนยึดเมือง ได้ยกเลิกคดีหมดเลย ไม่ต้องเข้าคุกกันเลยครับ (ดีใจกับพวกเขาดีไหม) ส่วนเสื้อแดงเหมือนจะได้ประโยชน์เยอะในแง่จำนวน แต่เอาจริงคือ ติดคุกกันจนครบออกมาหมดแล้ว คดีสุดท้ายพี่เมธีก็ปล่อยมาแล้ว ไม่รู้ใครได้อะไรบ้าง
คดีของกลุ่มคนรุ่นใหม่ชูสามนิ้ว ตัวผมเองก็มี 13 คดี ต่อสู้จนชนะคดีไปหมดแล้ว มีสั่งปรับคดีเดียว จ่ายค่าปรับจบไปแล้ว จะมายกเลิกคดีเอาตอนนี้ก็ไม่รู้มีประโยชน์อะไร และไม่รู้มันจะน่าดีใจตรงไหน?? ในเมื่อคนที่ติดคุกจริงๆ ในคดีมาตรา 112 อีกมากมาย ตอนนี้อยู่ในเรือนจำมากกว่า 30 คน ต้องไปอยู่ต่างประเทศอีกหลักร้อย และมีอีกหลายคนกำลังเดินเข้าเรือนจำ พวกเขาไม่ได้ถูกนับรวมด้วยเลย ถูกกีดกันออกจาก "สังคมสันติสุข" ในมุมมองของผู้ออกกฎหมาย
นี่จึงไม่ใช่เรื่องน่าดีใจเลย ที่เราได้ประกาศใช้กฎหมายอัน "เลือกปฏิบัติ" ชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์ คดีของผมหลายคดีเกิดจากการปราศรัยบนเวทีการชุมนุม ผมได้รับการนิรโทษกรรมเพราะคนออกกฎหมายให้ความกรุณามองเห็นและเข้าใจว่า การกระทำเหล่านั้นไม่ได้มีเจตนาทำร้ายสังคม แต่ทำไปโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ซึ่งใช่ แต่เพื่อนซึ่งปราศรัยบนเวทีเดียวกัน วันเดียวกันเวลาต่อกันนิดเดียว พูดเสร็จก็ลงมานั่งกินข้าวอยู่หลังรถเครื่องเสียงด้วยกัน กลับถูกบอกว่า "ไม่ใช่คดีการเมือง" แล้วยังจับพวกเขาไปขังไว้ในเรือนจำ
สองปีกว่าๆ ที่ผ่านมา เราก็พยายามแล้วที่จะบอกว่า หากคิดจะนิรโทษกรรมก็ต้องไปทั้งหมดพร้อมกัน ไม่ใช่เอาบางคนรอดแล้วทิ้งบางคนไว้ แต่ "พวกเขา" ในสภาก็ไม่มีใครฟัง เพราะอยากจะเอาเพื่อนตัวเองให้รอดก่อน เราก็ยังจินตนาการไม่ออกว่า กฎหมายที่เลือกปฏิบัติได้ชัดเจนทุเรศทุรังขนาดนี้จะผ่านออกมาได้ยังไง พอมีจังหวะอะไรเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทีนึงก็ลุ้นไปทุกทีว่ามันจะมีเหตุให้ต้องสะดุดไหม ลุ้นหายใจหายคอไม่ไหวกันทุกรอบ สุดท้ายวันนี้มันก็ประกาศใช้แล้วจริงๆ ช่างน่าอายเสียเหลือเกินที่ประเทศนี้ออกกฎหมายกันแบบนี้ครับ
ตอนนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า "คดีการเมือง" ที่เอาคนไปขัง ในประเทศนี้บ้านเมืองนี้ มีคดีแบบเดียว คือ คดีมาตรา 112 ส่วนคดีอื่นไม่ว่า คุณจะถูกข้อหาก่อการร้าย ข้อหาวางเพลิง ข้อหาทำร้ายร่างกาย ข้อหาใช้อาวุธ หรือการทำรัฐประหาร ก็นิรโทษกรรมได้หมด เพื่อคืนสังคมที่สันติสุขให้กับคนกลุ่มเล็กๆ ที่หมายถึงใครบ้างก็ไม่รู้
อย่างไรก็ดี ความพยายามและความเคลื่อนไหวเพื่อคนในเรือนจำวันนี้ก็ยังไม่จบลง เพราะตอนนี้ก้าวใหม่ที่เรากำลังพยายามเดินอยู่ เนื่องในปีนี้ครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 เราจึงต้องการเสนอให้ยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหารที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในปี 2519 คือ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งให้เพิ่มโทษคดีมาตรา 112 จากโทษเดิมจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุกไม่เกิน 3-15 ปี
แม้จะเป็นเรื่องยากพอๆ กันที่จะสำเร็จโดยเราก็รู้อยู่แล้วว่า "พวกเขา" อีกนั่นแหละที่จะไม่ยอมโหวตให้ แต่ข้อเสนอนี้ก็คือการ แก้ไขมาตรา 112 รวมทั้งกฎหมาย "หมิ่น" ทั้งระบบ ให้กลับไปมีอัตราโทษที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ตามกฎหมายอาญาที่เป็นอยู่เดิม ที่ไม่ใช่คำสั่งของคณะรัฐประหาร และถ้าหากมาตรา 112 เป็นกฎหมายที่ไม่ได้กำหนดอัตราโทษขั้นต่ำเอาไว้ เชื่อว่า คนที่กำลังถูกดำเนินคดีอยู่ในวันนี้จะไม่ได้รับโทษทัณฑ์สูงขนาดนี้และจะมีโอกาสได้ออกในเร็ววัน หรือถ้าศาลสั่งลงโทษจำคุก 2-3 เดือนต่อการกระทำ ซึ่งก็ได้สัดส่วนแล้ว พวกเขาก็อาจได้กลับบ้านกันเลย
แคมเปญนี้ที่ผ่านมาเงียบไปหน่อย ส่วนหนึ่งเพราะพวกเราเอาพลังงานเกือบทั้งหมดไปใช้เรื่องการ #เลือกตั้งสสร #แก้รัฐธรรมนูญ รวมทั้ง #สั่งฟ้องสว อยู่ ซึ่งจริงๆ ทุกอย่างก็จำเป็นและเร่งด่วนไม่แพ้กัน จึงอยากเชิญชวนผู้คนที่เห็นว่า ไม่ควรมีนักโทษคดีทางการเมืองถูกทิ้งไว้ในเรือนจำ ช่วยกันสนับสนุนการยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองฉบับที่ 41 ช่วยกันลงชื่อเสนอร่างกฎหมายกันได้ครับ ที่ https://decoup6octsins.com/เผื่อว่าคืนนี้จะไม่เศร้าสร้อยเกินไป แล้วพรุ่งนี้ตื่นมาสู้กับสว. ต่อครับ"








