วันที่ 23 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมมารวยการ์เด้น นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw บรรยายในหัวข้อ "ชนกำแพงให้จบๆ ผ่าพิภพ สว." โดยเปิดเผยข้อสังเกตเชิงลึกจากการติดตามการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อปี 2567 ซึ่งพบความผิดปกติในหลายมิติ เริ่มต้นจากการวางแผนจัดตั้งกลุ่มคนเพื่อเข้าสู่ระบบที่ต้องอาศัยพวกมาก
โดยในวันเลือกไขว้ระดับประเทศวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ที่อิมแพ็ค ฟอรั่ม พบกลุ่มผู้สมัครประมาณ 1,000 คน จากทั้งหมด 3,000 คน หรือประมาณ 1 ใน 3 พร้อมใจกันสวมเสื้อสีเหลืองตัวใหม่ที่มีรอยพับชัดเจน บางรายสวมสูททับและถือหอบเอกสารเหมือนกัน ซึ่งข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ระบุในภายหลังว่า วัตถุประสงค์ของการใส่เสื้อสีเหลืองคือเพื่อให้กลมกลืนกับเจ้าหน้าที่ กกต. ซึ่งตนมองว่าเพื่อให้ยากต่อการสังเกตเห็นเวลาแอบไปยืนคุยกันหรือเข้าห้องน้ำ
จากการสังเกตการณ์จนถึงเวลา 04.00 น. พบพฤติกรรมที่น่าสงสัยเมื่อมีกลุ่มผู้สมัครหญิงสวมเสื้อเหลืองเดินออกจากประตูมาพร้อมกัน โดยมีชายคนหนึ่งทำหน้าที่คล้ายไกด์ทัวร์คอยตรวจนับจำนวนคนให้ครบก่อนนำทางไปยังพื้นที่ลับตาบริเวณซอกระหว่างลานจอดรถด้านหลังตึก ซึ่งมีรถตู้สีขาว 2 คัน รถเก๋ง และรถตู้สีดำจอดรอรับอยู่ โดยจากการตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถตู้คันหนึ่งพบว่าเป็นป้ายทะเบียนจังหวัดบุรีรัมย์ หมายเลข นข 4350 ขณะที่รถตู้สีดำอีกคันเป็นทะเบียนกรุงเทพมหานคร ฮอ 5928 ซึ่งการอำนวยความสะดวกทั้งเสื้อผ้า อาหาร และรถรับส่ง ถือเป็นหลักฐานที่เพียงพอต่อการเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์และมีการให้ผลประโยชน์แก่ผู้สมัคร
นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ประเด็นที่สร้างความฉงนในเชิงสถิติคือ "ปรากฏการณ์คะแนนล้นกระดาน" เนื่องจาก กกต. ออกแบบกระดานขีดคะแนนไว้เพียง 50 ช่อง เพราะคาดการณ์ว่าไม่มีใครได้คะแนนเกินนั้น แต่ในความเป็นจริงพบว่าในทุกกลุ่มอาชีพทั้ง 20 กลุ่ม จะมีผู้สมัคร 6 รายที่มีคะแนนสูงจนล้นกระดานเท่ากันอย่างน่าอัศจรรย์ ขณะที่ผู้สมัครลำดับที่ 7-10 จะมีคะแนนลดฮวบลงมาอยู่ที่ประมาณ 20-30 คะแนนเท่านั้น
นอกจากนี้ยังพบ "แพทเทิร์นการโหวต" ที่ผู้สมัครหลายรายเขียนหมายเลขในบัตรลงคะแนน 10 ช่องเหมือนกันทุกหมายเลข โดยไม่ได้เรียงตามลำดับน้อยไปหามาก เมื่อคำนวณตามหลักความน่าจะเป็น โอกาสที่บัตร 2 ใบจะใจตรงกันโดยไม่ได้นัดหมายมีเพียง 1 ใน 5,566 ล้านล้านล้าน (ล้าน 3 ครั้ง) แต่ข้อเท็จจริงกลับพบการโหวตซ้ำกันในลักษณะนี้จำนวนมาก เช่น กลุ่ม 4 ซ้ำกัน 20 ใบ, กลุ่ม 9 ซ้ำกัน 18 ใบ และกลุ่ม 10 ซ้ำกัน 22 ใบ กลุ่ม 13 ซ้ำกัน 13 ใบ ซึ่งในทางคณิตศาสตร์ถือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีการจัดเตรียมโพย
เมื่อวิเคราะห์ตัวแทนรายจังหวัด พบความได้เปรียบของบางพื้นที่ โดยเฉพาะ 10 จังหวัดแรกที่ส่งผู้สมัครเข้าสู่รอบไฟนอลได้มากที่สุด เช่น บุรีรัมย์ เข้าไป 38 คนจาก 40 คน, สตูล 38 คน, อยุธยา 38 คน, อ่างทอง 37 คน, เลย 37 คน และอำนาจเจริญ 36 คน ซึ่งจังหวัดเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทยอย่างเห็นได้ชัดจากการเปรียบเทียบแผนที่ สส. ปี 2567 สุดท้ายจังหวัดบุรีรัมย์ได้ สว. มากที่สุดถึง 14 คน ขณะที่มีถึง 13 จังหวัดที่ไม่มีตัวแทน สว. เลยแม้แต่คนเดียว อาทิ อุดรธานี, กาฬสินธุ์, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, แม่ฮ่องสอน, ตาก และนราธิวาส
นอกจากนี้ยังมี "แผนปฏิบัติการพลีชีพ" ในบางจังหวัดที่ส่งคนมาโหวตแล้วยอมตกรอบตั้งแต่รอบแรกเพื่อส่งต่อคะแนนให้ทีม เช่น ระนอง ที่ยอมตกรอบเกินครึ่งตั้งแต่รอบเช้าถึง 22 คน และอุทัยธานี 18 คน
ในเชิงโครงสร้าง นายยิ่งชีพชี้ให้เห็นว่า ความล้มเหลวของการแบ่งกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่ม ที่ออกแบบโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งอ้างว่าเพื่อความหลากหลาย แต่ในความจริงกลับพบความเหลื่อมล้ำ เช่น กลุ่ม 7 แรงงานที่มีคนนับสิบล้านคนกลับมีตัวแทนได้เท่ากับกลุ่มนายจ้างที่มีถึง 3 กลุ่ม (กลุ่ม 9, 10, 12) อีกทั้งยังมีการกระจายตัวของอดีตข้าราชการไปลงสมัครในกลุ่มอื่นๆ จนได้เป็น สว. ถึง 46 คน และกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจอีก 58 คน จากทั้งหมด 200 คน
ขณะที่กลุ่ม 15 ที่ควรจะเป็นพื้นที่ของคนพิการ LGBT หรือกลุ่มชาติพันธุ์ กลับได้ผู้สูงอายุเข้าไปทั้งหมด สรุปได้ว่าระบบที่นายมีชัยเคยบอกว่าเป็นระบบตัวแทนกลุ่มอาชีพซึ่งเป็นคนดี เด่น ดัง โดย กกต. เคยยกตัวอย่างว่าคนดังอย่าง "พี่เบิร์ด ธงชัย" จะได้รับเลือกง่ายๆ นั้นไม่เป็นความจริง เพราะผลลัพธ์ที่ออกมาแสดงให้เห็นว่าระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการวางหมากทางการเมืองมากกว่าการเฟ้นหาตัวแทนอาชีพ








