เมื่อวันที่ 22 ส.ค.69 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เทพไท - คุยการเมือง ระบุว่า ทำไมต้องมี “ตุลาการภิวัฒน์”อีกครั้ง
ถ้าพูดถึงกระแสการเคลื่อนไหวทางการเมืองในขณะนี้ ก็ต้องยอมรับว่า มีกระแสข่าวลือในหลายด้าน มีทั้งข่าวการยุบสภา นายกรัฐมนตรีลาออก หรือกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งทั้ง3เรื่องนี้มีโอกาสเป็นไปได้ยากมาก แต่ประชาชนก็คาดหวัง จะเห็นได้ว่า ถ้าสื่อสำนักใดเสนอข่าวเกี่ยวกับการยุบสภา หรือลาออก จะมีผู้คนเข้าไปติดตาม และเข้าไปดูว่าเป็นจริงหรือไม่ จำนวนมากหลักแสนหรือหลักหลายๆแสนคน และเมื่อมีการโพสต์ภาพเฟกนิวหรือเป็นภาพ AI หรือเป็นภาพเก่า เกี่ยวกับการชุมนุม ระบุว่ามีการชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลที่หน้าทำเนียบรัฐบาล มีผู้คนเต็มท้องถนน แต่ไม่มีสื่อใดเสนอข่าวเลย ทั้งที่เป็นข่าวลวงทั้งสิ้น แต่ประชาชนก็แชร์กัน ด้วยความรู้สึกอยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ในใจอาจจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ และไม่ใช่ความจริงก็ตาม แต่ก็หวังจะให้เป็นความจริง จึงมีการแชร์กัน มีการเข้าไปดูข่าวเกี่ยวกับการยุบสภา
จนล่าสุดมีการยกเรื่องกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ขึ้นมา ทั้งที่หลายฝ่ายไม่ต้องการให้มีกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ เพราะถือว่าไม่ใช่วิถีทางในระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้าถามว่า ทำไมคนนึกถึงกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ทั้งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น ก็น่าจะมาจากเหตุผล2ข้อ คือ
1.มีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ กรณีการพิมพ์คิวอาร์หรือบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งว่า เป็นความลับหรือไม่ หรือขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ก็ต้องไปเลือกตั้งใหม่ ถือว่าเป็นการล้มกระดานของระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งในอดีตกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ได้เกิดขึ้นเกี่ยวกับกรณีการเลือกตั้งเป็นโมฆะมาแล้วอย่างน้อย2ครั้ง คือเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ กรณีคูหาเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ซึ่งศาลธรรมนูญใช้เวลาพิจารณา 36 วัน ครั้งที่2 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณา กรณีไม่ได้มีการเลือกตั้งพร้อมกันทั้งประเทศ เนื่องจากมีการประท้วงและขัดขวางการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณาคดีนี้ 47 วัน ครั้งนี้เป็นครั้งที่3 การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ต้องลุ้นกันว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ถ้าผลคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะอีก ก็ถือว่าเป็นตุลาการภิวัฒน์ครั้งที่3
2.กรณีที่มีคดีฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว มีการนำพยานหลักฐานออกมาเปิดเผย ออกมาเปิดโปงจำนวนมาก และมีการกดดันให้คณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ได้พิจารณาสั่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว.จำนวน 229 คน ตามผลการสอบสวนของอนุกรรมการชุดที่ 26 หากกกต.ได้สั่งฟ้องคดีฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว.ทั้งหมด ไปยังศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง และถ้าหากการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกเลือกตั้งเห็นว่า มีการโกงส.ว.หรือฮั้วส.ว.จริง มีการพิจารณาโทษบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้ง 229 คน และถ้าหาก 229 คนนั้นเป็นทั้งส.ว.ปัจจุบัน 138 คน และเป็นนักการเมือง เป็นรัฐมนตรี เป็นกรรมการบริหารทางการเมือง จะต้องถูกลงโทษตามพรป.การเลือกตั้งส.ว.และพรป.พรรคการเมือง ถึงขั้นยุบพรรคและตัดสิทธิ์ทางการเมืองผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็ถือว่าเป็นกระบวนการตุลาการภิวัฒน์เช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้นจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญที่พิจารณาเรื่องการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ กับการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง ที่พิจารณาว่า คดีฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว.มีความผิดหรือไม่ ก็ถือว่าทั้ง2กรณีอยู่ในกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ และไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง ศาลใดศาลหนึ่งพิจารณาคดีให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ ก็ถือว่าเป็นกระบวนการตุลาการวัฒน์อีกครั้งหนึ่ง








