ฉากทัศน์การเมืองไทยชั่วโมงนี้ ไม่มีอะไรน่าจับตาไปกว่าการขยับตัวของ ‘นายใหญ่’ แห่งบ้านจันทร์ส่องหล้า
ภาพการปรากฏตัวบนเวทีปาฐกถาโชว์วิสัยทัศน์เศรษฐกิจระดับมหภาคของ ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่งานอีเวนต์ฉลองวาระครบรอบธรรมดาที่ผ่านเลยไป หากแต่มันคือการ 'โยนหินถามทาง' อย่างมียุทธศาสตร์ ลีลาการจับไมค์ร่ายยาวถึงโครงสร้างปัญหาบ้านเมือง การทูต และเทคโนโลยี เป็นเหมือนการส่งสัญญาณเตือนเบาๆ ไปยังขั้วอำนาจในพรรคร่วมรัฐบาลว่า เสือที่หลับใหลตัวนี้ยังคงมีเขี้ยวเล็บ ไม่ได้กลับมาเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ แต่กำลังลงมือเช็กเรตติ้งตัวเองบนกระดานที่เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำและความผันผวน
ลึกซึ้งลงไปในหมากตานี้ ค่ายสีแดงกำลังงัด ‘ไพ่ตาย’ ใบเก่งออกมาเล่น แบรนด์ที่เคยขลังที่สุดอย่างสมการ "ทักษิณเท่ากับเศรษฐกิจดี" ถูกปัดฝุ่นนำมาวางบนโต๊ะอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงบ่นระงมของชาวบ้านเรื่องปากท้อง ค่าครองชีพ และความฝืดเคือง
นี่คือการชิงพื้นที่สื่ออย่างแยบยล ดึงภาพจำยุคที่เงินทองหาง่ายกลับมาฉายซ้ำ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นชั้นเชิงที่ต่างกันระหว่างทักษิณกับรัฐมนตรีพรรคร่วม
ทว่า คำถามตัวโตที่สังคมและนักวิเคราะห์ต่างเฝ้ารอคำตอบคือ ไพ่ใบนี้ยังทรงพลังพอกับบริบทยุคนี้จริงหรือ
เพราะวิกฤตศรัทธานั้นก่อตัวเงียบเชียบ โหวตเตอร์รุ่นใหม่โตมาไม่ทันยุคนโยบายประชานิยมเฟื่องฟู ขณะที่ฐานเสียงคนเสื้อแดงดั้งเดิมก็เริ่มตั้งคำถามถึงฝีมือบริหาร นับตั้งแต่ยุคของ เศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องมาถึง แพทองธาร ชินวัตร ตัวเลขทางเศรษฐกิจไม่ได้วิ่งฉิวเหมือนภาพฝัน หลายนโยบายเรือธงหลายสะดุดขาตัวเอง การหยิบหน้าไพ่ใบเดิมมาหงายบนโต๊ะ จึงเป็นทั้งความหวังเฮือกสำคัญ และจุดเปราะบางที่อาจย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเองได้ทุกเมื่อ
ทำไมอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลถึงเลือกแค่เดินสายชิมลาง แทนที่จะรุกฆาตประกาศศักดาเต็มสูบ คำตอบไม่ได้ซ่อนอยู่ที่ไหนไกล แต่อยู่ในโครงสร้างดุลอำนาจของรัฐบาลชุดนี้ที่ตกอยู่ในสภาวะ ‘น้ำเงินขี่แดง’ อย่างสมบูรณ์แบบ
พรรคเพื่อไทยจำใจต้องสวมบทเด็กดี ยอมถอยและประนีประนอมให้กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งกลายเป็นผู้กุมอำนาจต่อรองเบ็ดเสร็จในหลายกระทรวงเกรดเอและในกลไกวุฒิสภา เบื้องหลังความเหนียมอายทางการเมืองนี้ ไม่ใช่ความเกรงใจทางการเมืองแบบพี่น้อง แต่เพราะมี ‘ตัวประกัน’ ชิ้นใหญ่ที่ค้ำคอครอบครัวชินวัตรอยู่
ดาบดามอกลีส (The Sword of Damocles) ที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายบางเฉียบเหนือศีรษะนายใหญ่ มีด้วยกันหลายเล่ม เล่มแรกคือรอยแผลสดจาก 'คดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ' ที่หน่วยงานตรวจสอบกำลังเพ่งเล็งตาไม่กระพริบ หากพรรคสีแดงขยับล้ำเส้น สร้างความสั่นคลอนให้ดุลอำนาจ คดีนี้ก็พร้อมจะร่วงลงมาเชือดเฉือนอิสรภาพและความชอบธรรมได้ทุกวินาที
ถัดมาคือคดีความมั่นคงตามมาตรา 112 ที่ยังคาอยู่ในชั้นศาลอุทธรณ์ เปรียบเสมือนปุ่มหยุดฉุกเฉินที่เครือข่ายอำนาจดั้งเดิมกำปืนจ่อหัวไว้ บังคับให้การเคลื่อนไหวทุกก้าวต้องอยู่ในกรอบที่ตกลงกันไว้เท่านั้น
มิพักต้องเอ่ยถึงเป้าหมายระดับครอบครัว นั่นคือการปูทางพาน้องสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับคืนแผ่นดินเกิด ภารกิจนี้จะบรรลุผลได้ก็ต่อเมื่อกลไกของรัฐอำนวยความสะดวก หรืออย่างน้อยที่สุดคือการหลับตาข้างหนึ่ง ไม่เร่งรัดคดีจำนำข้าว นี่คือสัญญาสงบศึกที่ต้องจ่ายด้วยการยอมอ่อนข้อทางการเมือง
ซ้ำร้าย ยอดดวงใจอย่าง 'อุ๊งอิ๊ง' แพทองธาร ในฐานะผู้นำรัฐบาล ก็ยังมีชนักติดหลังเป็นคดีร้องเรียนยิบย่อยที่รอวันปะทุตามกลไกองค์กรอิสระ การพุ่งเป้าไปที่ทายาทสายตรง ถือเป็นการล็อกคอให้พรรคเพื่อไทยดิ้นไม่หลุด ต้องยอมจำนนต่อสภาพแวดล้อมที่ขั้วอำนาจร่วมกันออกแบบไว้
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าจึงหนีไม่พ้นสงครามเย็นที่ทั้งสองค่ายต้องกลืนเลือด ยิ้มแย้ม และจับมือกันแน่น ตราบใดที่ภัยคุกคามร่วมอย่างพรรคสีส้มยังคงรอเสียบอยู่ทุกจังหวะก้าวพลาด ดุลอำนาจที่แท้จริงได้เอียงเทไปแล้ว ผู้ที่กุมชะตาการเมืองไทยอาจไม่ใช่พรรคที่มี สส. มากที่สุด หรือพรรคที่ผูกขาดภาพลักษณ์ความเก่งกาจด้านเศรษฐกิจ แต่คือกลุ่มคนที่สามารถยึดโยง ประสานประโยชน์ และคุมกลไกต่างๆ ได้อย่างเงียบเชียบแต่เบ็ดเสร็จ
การส่งสัญญาณของทักษิณในห้วงเวลานี้ เป็นไฟต์บังคับที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นการดิ้นรนทวงคืน ‘อำนาจนำทางความเชื่อมั่น’ ไม่ให้ค่ายสีแดงตกต่ำและสูญเสียน้ำหนักต่อรองไปมากกว่านี้
ทุกย่างก้าวบนกระดานต้องคำนวณอย่างเยือกเย็น หมากตานี้ไม่ใช่เพื่อการรุกฆาตโค่นล้มขั้วสีน้ำเงินในทันที แต่เป็นการร่ายรำเพื่อป่าวประกาศว่า ทักษิณยังคงมีตัวตน มีไพ่เด็ดในมือ และพร้อมจะทุบโต๊ะทุกเมื่อ หากเส้นด้ายแห่งการประนีประนอมนั้นถูกดึงจนตึงเกินพอดี
#ทักษิณ #พรรคเพื่อไทย #พรรคภูมิใจไทย #การเมืองไทย #รัฐบาลแพทองธาร #วิเคราะห์การเมือง #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline #ข่าววันนี้








