วันที่ 15 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จ.พระนครศรีอยุธยา พรรคร่วมฝ่ายค้านจัดเวที “แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” โดยมี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมเป็นวิทยากรในการบรรยาย
ณัฐพงษ์ ระบุว่า เวทีครั้งนี้ต้องการชวนทุกฝ่ายมองภาพใหญ่ของปัญหาประเทศไทย ตั้งแต่การทุจริต ยาเสพติด ทุนเทา อาชญากรรมข้ามชาติ ไปจนถึงความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์และขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งรากสำคัญส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกลับมายังความเข้มแข็งของระบบการเมือง กลไกตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศ หากประเทศไทยมีความเข้มแข็งจากภายใน ย่อมมีความพร้อมรับมือแรงกดดันและความท้าทายจากภายนอกได้มากขึ้น ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การแก้ไขปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะการทำให้อำนาจรัฐยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และสร้างระบบธรรมาภิบาล การตรวจสอบถ่วงดุล และการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ
.
จากเหตุการณ์ที่ปรากฏเป็นข่าวในช่วง 8 วันที่ผ่านมา ทั้งเหตุความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน เหตุอดีต สส. ก่อเหตุยิงนายก อบจ. ภายในสถานที่ราชการ การแสดงความคิดเห็นตอบโต้กันทางการเมือง ตลอดจนกรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมไม่เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการแม้ถูกเชิญหลายครั้ง สะท้อนคำถามร่วมกันว่ากลไกของรัฐและระบบตรวจสอบในปัจจุบันสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
.
ณัฐพงษ์ยังกล่าวว่าตนเห็นด้วยกับการปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาวุธปืนให้ทันสมัย แต่คำถามคือปัญหาของประเทศไทยเกิดจากการมีกฎหมายไม่เพียงพอ หรือเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพกันแน่ แม้เพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงขึ้น แต่หากเจ้าหน้าที่และกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ก็อาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และอาจเพิ่มช่องทางให้เจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับผลประโยชน์ได้มากขึ้นด้วย
.
แม้ปัญหาทุนเทา แก๊งสแกมเมอร์ และยาเสพติด จะมีองค์ประกอบที่ทำให้หลายคนมองว่าเป็นภัยจากต่างประเทศ แต่สิ่งที่ต้องย้อนกลับมาพิจารณาคือความอ่อนแอของกลไกภายในรัฐไทย หากการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและมีประสิทธิภาพ ปัญหาหลายอย่างควรสามารถจำกัดหรือป้องกันได้มากกว่าที่เป็นอยู่ แม้ต่างประเทศจะสามารถให้ความร่วมมือกับไทยได้ แต่ก็ไม่สามารถเข้ามาจัดการปัญหาภายในแทนประเทศไทย เช่น การใช้นอมินีหรือการสวมสิทธิต่างๆ ได้ จึงเป็นหน้าที่ของประเทศไทยเองที่จะต้องทำให้กลไกภายในเข้มแข็ง
.
ณัฐพงษ์ระบุว่า เมื่อประชาชนยังมีคำถามต่อการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร กลไกสำคัญที่ควรทำหน้าที่ตรวจสอบคือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่ปัจจุบันกลับมีคำถามตามมาว่า ประชาชนสามารถเชื่อมั่นในองค์กรเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด เช่น การทำหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีกรณียกคำร้องคดีของศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งทำให้เกิดคำถามเมื่อเปรียบเทียบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ความพยายามในการใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ก็ยังติดเงื่อนไขของกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ
.
นอกจานี้ ยังมีกรณีของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายและการทุจริต แต่กลับเกิดเหตุอาคาร สตง. ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว กรณีที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะความเชื่อมโยงของกระบวนการสรรหากับสมาชิกวุฒิสภา ในช่วงเวลาที่กระบวนการได้มาซึ่ง สว. เองกำลังถูกตรวจสอบกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว. ที่ 4 ใน 7 ของ กกต. ชุดปัจจุบันมาจากการให้ความเห็นชอบของ สว. ชุดปัจจุบัน ขณะที่ กกต. เป็นองค์กรที่มีอำนาจพิจารณาคดีเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่ง สว. จึงทำให้เกิดคำถามต่อความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือของกลไกตรวจสอบ
.
ณัฐพงษ์ย้ำว่า ไม่ต้องการให้ข้อสรุปของปัญหาทั้งหมดกลายเป็นเพียงการกล่าวโทษว่าเกิดจาก สว. นักการเมือง กกต. ป.ป.ช. หรือตุลาการบางคนที่ไม่ดี เพราะการสร้างประเทศที่ดีขึ้นไม่สามารถฝากความหวังไว้กับการมี ‘คนดี‘ เข้ามาใช้อำนาจเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องออกแบบระบบที่สามารถควบคุมตรวจสอบผู้มีอำนาจได้ ไม่ว่าผู้ที่เข้ามาอยู่ในระบบจะเป็นใคร
.
“ตราบใดที่ระบบการเมืองยังเป็นแบบนี้ กติการัฐธรรมนูญยังเป็นแบบนี้ ที่ยังเปิดช่องให้คนที่ตั้งใจจะเข้ามาโกงสามารถทำได้โดยที่ไม่มีกลไกในการควบคุมตรวจสอบอย่างแท้จริง ไม่ว่าเราจะมีคนดีสักกี่คนในอนาคตปัญหาก็ยังคงอยู่ เพียงแค่เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนคน เปลี่ยนหน้า เปลี่ยนพรรค เปลี่ยนสี แต่สุดท้ายปัญหาทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม” ณัฐพงษ์กล่าว
.
ณัฐพงษ์ทิ้งท้ายว่าการรับมือความท้าทายของประเทศทั้งจากภายในและภายนอกจึงต้องย้อนกลับมาสู่การแก้ไขระบบการเมือง สร้างกลไกควบคุมตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และปรับกติกาให้สถาบันทางการเมืองและองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐมีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น








