"ณัฐพงษ์-ศิริกัญญา" รุกทวงคืนความโปร่งใส จี้รัฐแก้เกณฑ์บัตรคนจน-สกัดทุจริตเชิงโครงสร้าง เชื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ สะเทือนรัฐบาล
วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สุขุมวิท 20 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ร่วมให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นโครงการผู้นำฝ่ายค้านพบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 ภายใต้แนวคิด "คอร์รัปชันคนไทยจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน"
โดยผู้สื่อข่าวถามถึงบรรยากาศการสัมมนาในช่วงเช้า ซึ่งนายณัฐพงษ์ระบุว่าภาพรวมแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังมีความหวังในการหาทางออกเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน แต่สิ่งสำคัญคือการลงมือแก้ไขให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม แม้นายกรัฐมนตรีจะเคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน ว่าจะแก้ไขปัญหาทุจริตเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง แต่ข้อเท็จจริงกลับพบว่าปัญหาคอร์รัปชันหลายกรณีล้วนวนเวียนอยู่ในกระทรวงมหาดไทยหรือในกลุ่มคนใกล้ชิดรัฐบาล สังคมจึงกำลังจับตาว่าการลงโทษจะโยงไปถึงคนวงในได้จริงหรือไม่ หรือสุดท้ายผู้ที่ถูกลงโทษจะเป็นเพียงข้าราชการหรือประชาชนตัวเล็ก ๆ เท่านั้น
นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงประเด็นที่ผู้สื่อข่าวถามกรณีการตรวจสอบการฮั้ว สว. ว่าจะเป็นบทพิสูจน์ความจริงจังของรัฐบาล โดยตามกำหนดการช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) น่าจะมีมติออกมาให้ชัดเจน ซึ่งปัจจุบันพบความย้อนแย้งที่ สว. ชุดที่มีปัญหาเรื่องคดีฮั้วเป็นผู้เลือก กกต. เข้ามา และ กกต. ก็ต้องกลับมาตรวจสอบที่มาของ สว. หากมีการเป่าคดีเกิดขึ้น ย่อมสะท้อนความล้มเหลวในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน แม้รัฐบาลจะปฏิเสธว่าองค์กรอิสระไม่เกี่ยวข้อง แต่คนที่เป็นแกนกลางของปัญหาก็มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับคนในรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายณัฐพงษ์ยืนยันว่าพร้อมดำเนินการอย่างเข้มข้นที่สุด และเชื่อว่าจะส่งผลสะเทือนทางการเมืองต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแน่นอน เนื่องจากมีหลายกรณีที่เกิดขึ้น ทั้งการทุจริตสอบท้องถิ่น การพยายามยัดไส้ใน พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท รวมถึงการทุจริตงานทะเบียน ซึ่งวนเวียนอยู่รอบตัวคนใกล้ชิดผู้บริหารระดับสูง โดยผู้สื่อข่าวถามย้ำว่ามีสิทธิ์ล้มรัฐบาลได้มากน้อยอย่างไรหรือไม่ นายณัฐพงษ์ตอบว่าต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง แต่หากดูจากพยานหลักฐานหรือใบเสร็จในปัจจุบัน รัฐบาลจะปฏิเสธได้ยาก เว้นแต่จะมีการสาวถึงต้นตอและลงโทษผู้ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้ให้สังคมเห็น
ประเด็นที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนประเทศจีนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวถามถึงมุมมองในเรื่องการร่วมลงทุน นายณัฐพงษ์ระบุว่าตนไม่ได้ขัดข้องเรื่องการดึงเงินลงทุน แต่การเจรจาเรื่อง AI หรือการตั้ง Data Center อาจไม่ให้ประโยชน์กับไทยเท่าที่ควร หากรัฐบาลไม่ดำเนินการเรื่องพลังงานสะอาดเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในภูมิภาคอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ยังไม่เห็นความชัดเจนจากการสื่อสารของนายกรัฐมนตรีในการแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำ หรือการปราบปรามทุนเทาและนอมินี ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนรอฟังคำตอบอยู่ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสารพิษในแม่น้ำที่พรรคประชาชนได้ไปหารือกับสถานทูตจีน นายณัฐพงษ์ชี้แจงว่าทางจีนมีจุดยืนชัดเจนที่พร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหา แต่รัฐบาลไทยต้องทำงานเชิงรุกโดยส่งตัวแทนเข้าไปตรวจสอบร่วมกับจีนและเมียนมา ซึ่งพรรคได้ยื่นข้อมูลพิกัดที่ตั้งต่าง ๆ ให้สถานทูตส่งต่อไปยังรัฐบาลจีนเรียบร้อยแล้ว
ต่อข้อซักถามของผู้สื่อข่าวที่ว่าการไปคุยกับสถานทูตจีนเป็นการฟอกขาวให้รัฐบาลจีนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ยืนยันว่าเป็นการสื่อสารบนพื้นฐานข้อเท็จจริงจากองค์กรระหว่างประเทศและภาคประชาสังคมว่ามีสารพิษจริง การดำเนินการของพรรคคือการใช้การทูตเชิงรุกเพื่อหาทางออกร่วมกัน ส่วนจะเป็นการฟอกขาวหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลไทยจะทำงานเชิงรุกตามที่จีนประกาศพร้อมสนับสนุนหรือไม่ หากจีนไม่ดำเนินการตามที่แถลงไว้ สังคมก็จะเห็นเองว่ามีความจริงใจในการแก้ปัญหาหรือไม่
ด้านนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล กล่าวถึงประเด็นที่ผู้สื่อข่าวถามเรื่องปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยระบุว่าระบบปัจจุบันมีความเละเทะและมุ่งเน้นเพียงการคัดคนออกให้ตรงตามงบประมาณที่จำกัด การใช้เกณฑ์ที่แข็งตัวเกินไป เช่น เรื่องการมีรถยนต์หรือสถานะนักศึกษา ทำให้คนเดือดร้อนจริงตกหล่น แม้รัฐบาลจะพยายามแก้ไขแต่ก็เป็นการทำไปทีละเปลาะ โดยที่กระทรวงการคลังไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องของฐานข้อมูลจากกระทรวงอื่น จนกลายเป็นภาระให้ประชาชนต้องเดินทางไปอุทธรณ์เอง ตนจึงเสนอให้ใช้ระบบคะแนนแทนการใช้เกณฑ์ตัดขาดแบบขาวดำ เพราะความยากจนมีความซับซ้อน เช่น บางคนอาจมีสินทรัพย์แต่มีหนี้มากจนไม่สามารถนำมาประกอบอาชีพได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าแนวคิดนี้จะต่อรองได้หรือไม่ในเมื่อรัฐบาลมีงบประมาณจำกัด นางสาวศิริกัญญาชี้ว่า งบประมาณ 42,000 ล้านบาท รองรับคนได้ไม่เกิน 10 ล้านคน แต่รัฐบาลควรสร้างกฎเกณฑ์การคัดกรองที่มีรายละเอียดดีกว่าแค่การดูว่ามีรถจักรยานยนต์เกิน 1,000 ซีซี หรือมีหนี้เกิน 100,000 บาทหรือไม่ ส่วนกรณีที่รัฐบาลเตรียมโยกไปใช้โครงการ 60/40 ไทยช่วยไทย Plus นั้น ตนมองว่าเป็นเพียงรางวัลปลอบใจระยะสั้นแค่ 2 เดือน และประชาชนบางส่วนก็ไม่มีเงิน 40% ไปเติมในระบบ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลตระหนี่ถี่เหนียวกับการมุ่งเป้าสวัสดิการคนจน แต่กลับเหวี่ยงแหใช้เงินมหาศาลกับโครงการอื่นในช่วงเวลาสั้น ๆ
สำหรับความกังวลเรื่องความล่าช้าในการตรวจสอบอุทธรณ์ นางสาวศิริกัญญาให้ข้อมูลว่า แม้จะมีการขยายเวลาอุทธรณ์ไปจนถึงวันที่ 20 กันยายน แต่หากรัฐบาลยังไม่ทำความสะอาดข้อมูลให้ถูกต้อง ปัญหาก็จะไม่จบ โดยเฉพาะข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่พบปัญหาเช่นกัน รัฐบาลจึงควรเร่งตรวจสอบข้อมูลของฝั่งภาครัฐเองให้ถูกต้องก่อนจะรับเรื่องอุทธรณ์จากประชาชน
ในช่วงท้าย นายณัฐพงษ์ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงความคืบหน้าการยื่น ปปช. เพื่อตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport โดยยืนยันว่าตามกฎหมาย ปปช. สามารถทำงานเชิงรุกได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำร้อง แต่ขณะนี้พรรคกำลังอยู่ในกระบวนการยกร่างคำร้องเพื่อให้เกิดความชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจมีการล็อกสเปกและผลประโยชน์ทับซ้อนกับกลุ่มทุนใกล้ชิดรัฐบาล
ส่วนกรณีความขัดแย้งในการสื่อสารระหว่างนางสาวรักชนก ศรีนอก กับนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นั้น นายณัฐพงษ์ระบุว่าเป็นเรื่องปกติของทุกองค์กรที่จะมีความเห็นต่างกันบ้าง ซึ่งมีการพูดคุยกันภายในแล้ว แต่สาระสำคัญที่สังคมควรโฟกัสคือความผิดปกติของการใช้เงินนอกงบประมาณในโครงการ TH-AI Passport มากกว่า
"การอภิปรายไม่ไว้ใจครั้งนี้ผมคิดว่ามีผลสะเทือนส่งผลสะเทือนทางการเมืองแน่นอนต่อการที่อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เพราะหลายคดีที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องช่วยสีน้ำเงินด้วย ทุจริตการสอบท้องถิ่น การพยายามยัดไส้ใน พรก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท รวมไปถึงการทุจริตงานทะเบียน สุดท้ายมันก็วนเวียนอยู่รอบตัวคนชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล ถ้าดูเฉพาะใบเสร็จหรือคดีที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้จากการทำหน้าที่ของรัฐบาลที่ผ่านมา ผมคิดว่ารัฐบาลปฏิเสธยากเว้นแต่ว่าทุกคดีที่มีการกล่าวมาจะมีการสาวถึงต้นตอว่าตัวใหญ่จริง ๆ ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้คือใคร" นายณัฐพงษ์ กล่าว








