วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา (ห้องประชุม CA 428) คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา จัดการประชุมครั้งที่ 28 โดยมี นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธาน เพื่อซักถามข้อเท็จจริงกรณีรัฐบาล มีนโยบายทบทวนภารกิจและเตรียมยุบ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) บจธ. หรือ “ธนาคารที่ดิน” โดยมี นางสาวจิตตา กิตติเสถียรนนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (รองเลขาธิการ ก.พ.ร.) เข้าร่วมชี้แจง
นางสาวจิตตา ยอมรับในที่ประชุมว่า ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดในประเทศไทย ที่มีภารกิจ เหมือน บจธ. ตรง ๆ แต่ ก.พ.ร. อยู่ระหว่างการทำแนวทางเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนสิงหาคม 2569 นี้ โดยวางกรอบไว้ดังนี้
1.ภารกิจเดิม ด้านสินเชื่อ งบประมาณ การจัดหาที่ดิน จะโอนย้ายไปให้หน่วยงานหลักที่มีอยู่ดำเนินการแทน ส่วนภารกิจเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น Land Matching (การจับคู่ที่ดิน) ซึ่งปัจจุบันมีเพียง บจธ. ทำอยู่แห่งเดียว จะใช้วิธีฝากมอบหมายเพิ่มให้กับหน่วยงานใหม่รับไปทำ
2.สถานะของประชาชนกลุ่มที่มีสัญญาเดิมกับ บจธ. ยืนยันไม่ได้รับผลกระทบ โดยจะเสนอ ครม. มอบหมายให้หน่วยงานใหม่รับช่วงดูแลสัญญาต่อ ขณะที่กลุ่มเกษตรกรรายใหม่ที่ค้างเรื่องรอความช่วยเหลือ จะต้องส่งผ่านเรื่องต่อไปยังหน่วยงานใหม่ที่จะมารับภารกิจ
ส่วนข้อโต้แย้งเชิงกฎหมาย รองเลขาธิการ ก.พ.ร. ระบุว่า การประเมินองค์กรเพื่อยุบเลิก เป็นการปฏิบัติตามเงื่อนไขในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง บจธ. (ฉบับแก้ไข พ.ศ.2562)
ด้านนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธาน กมธ. ได้สะท้อนข้อกังวลและตั้งคำถามเชิงนโยบายอย่างตรงไปตรงมาต่อ ก.พ.ร. และฝ่ายบริหาร ในด้านความโปร่งใสตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 77 รัฐบาล ได้จัดทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบแล้วหรือยัง เพราะการอ้างเกณฑ์ประเมิน พ.ร.ฎ. จัดตั้ง เป็นเพียงเรื่องภายในฝ่ายบริหาร แต่ไม่สามารถนำมาทดแทนการฟังเสียงประชาชนได้
ประเด็นต่อมา ความเสี่ยงเกิดสุญญากาศกับเกษตรกรรายใหม่ แม้ผู้มีสัญญาเดิมจะไม่กระทบ แต่กลุ่มที่เรื่องค้างอยู่ หรือกำลังจะถูกขับไล่ออกจากที่ดิน สุ่มเสี่ยงจะโดนทอดทิ้งให้ “นับหนึ่งใหม่” ในช่วงถ่ายโอนภารกิจ ประเด็นที่สามมิติการคลัง การตัดลดงบประมาณซ้ำซ้อนเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่นักเศรษฐศาสตร์การคลังต้องมองให้ทะลุว่า การประหยัดงบเพียงเล็กน้อย ไม่คุ้มกับความเสียหายในชีวิตของเกษตรกร หากยุบไปแล้วคำถามคือ “ใครจะเข้ามาแก้ปัญหาจริงให้ประชาชน?”
นอกจากนี้ บจธ. ถูกจำกัดด้วยโครงสร้าง งบประมาณ และกฎหมาย ยังไม่ทันได้ยืนด้วยขาตัวเอง การประเมินผลสัมฤทธิ์ในขณะที่ยังไม่ได้แสดงศักยภาพเต็มที่จึงถือว่า "เร็วเกินไป" และหากทางเลือกใหม่ทำได้แค่ "เท่าเดิม" ก็ไม่ควรเร่งรัดยุบ บจธ.
“การตัดสินใจยุบ บจธ. ควบคู่กับแนวนโยบายที่ดินอื่น ๆ ของรัฐบาล อาจทำให้สังคมเกิดคำถามใหญ่ถึงความจริงใจของรัฐบาลในการกระจายการถือครองที่ดินทำกินให้เกษตรกรรายย่อย“นายนรเศรษฐ์ กล่าวและว่า
กรรมาธิการฯ มีข้อเสนอฉากทัศน์ 3 ด้าน เป็นทางเลือกเชิงสร้างสรรค์ บันทึกไว้ในรายงานการประชุมเพื่อส่งต่อถึง ครม. ดังนี้ 1.หากรัฐบาลยืนยันจะยุบ บจธ. ต้องเปิดเผย "กลไกใหม่" ที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพ และยืดหยุ่นกว่า บจธ. ให้ประชาชนเห็นและยอมรับเสียก่อน 2.หากรัฐบาล ยังไม่มีกลไกใหม่ที่พร้อม ควรชะลอการยุบ และสนับสนุนให้ บจธ. ทำงานต่อด้วยกรอบงบประมาณหรือวงเงินคงเหลือ เพื่อไม่ให้การช่วยเหลือเกษตรกรสะดุด ฉากทัศน์ที่ 3 ปรับแก้กฎหมายและยกระดับ บจธ. ให้กลายเป็น "ธนาคารที่ดินเต็มรูปแบบ" ที่มีงบประมาณและศักยภาพในการแก้ปัญหาที่ดินทำกินได้อย่างยั่งยืน
"การตัดสินใจเชิงบริหาร หากจะยุบองค์กรที่เป็นที่พึ่งของประชาชน ข้อเสนอใหม่ต้องไม่ได้แค่ 'เท่ากับ' ของเดิม แต่ต้อง 'ดีกว่า' อย่างเห็นได้ชัด หากรัฐบาลยังไม่มีบ้านหลังใหม่ที่ดีกว่ามารองรับ ไม่ใช่ทางเลือกช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร" นายนรเศรษฐ์ กล่าวสรุปทิ้งท้าย








