วันนี้ (13 กรกฎาคม 2569) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดการประชุมหารือระดับนโยบาย เพื่อยกระดับความร่วมมือเชิงบูรณาการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เน้นการพัฒนากระบวนการตรวจสอบที่รวดเร็วและสร้างความโปร่งใสให้สังคมเชื่อมั่น ณ สำนักงาน ป.ป.ช. (ส่วนกลาง) จังหวัดนนทบุรี
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้ให้การต้อนรับคณะกรรมาธิการฯซ่งนำโดยนายวาโย อัศวรุ่งเรือง ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อภารกิจหลักขององค์กร โดยประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจคือการแสวงหาแนวทางพัฒนากระบวนการวินิจฉัยคดี และการกำหนดมาตรการตรวจสอบที่เข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อให้สำนักงาน ป.ป.ช. สามารถตอบสนองต่อปัญหาความทุจริตที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในการนี้ คณะผู้บริหาร ป.ป.ช.และคณะกรรมาธิการฯ ได้หารือถึงแนวทางสำคัญเพื่อการยกระดับกระบวนการยุติธรรม ได้แก่
การเพิ่มประสิทธิภาพโดยยกระดับเป็นคดีพิเศษ มีการวางแนวทางการจัดการคดีที่กระทบวงกว้าง เช่น คดีทุจริตสอบท้องถิ่น เป็นต้น เพื่อให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายมีความคล่องตัวและเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
การยกระดับการรายงานข้อมูลคดี โดยมุ่งเน้นการทบทวนกระบวนการสื่อสารและเผยแพร่ความคืบหน้าของคดีต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกภาคส่วนและประชาชนผู้ติดตามคดีสามารถรับทราบข้อมูลสถานการณ์ได้อย่างครบถ้วนและต่อเนื่อง
การขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด “SMART NACC” สำนักงาน ป.ป.ช. มุ่งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบตรวจสอบทรัพย์สินและสืบสวนสอบสวน เพื่อให้การดำเนินงานมีความแม่นยำและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้กล่าวเน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ในการพัฒนาแผนกฎหมายและทิศทางการดำเนินงานขององค์กรว่า “หัวใจสำคัญของการทำงานในวันนี้ คือการบังคับใช้กฎหมายที่เน้นประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง โดยดำเนินงานด้วยความถูกต้องและโปร่งใส ยึดหลักความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นสำคัญ เพื่อเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาการทุจริต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม”
การหารือในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรอิสระและฝ่ายนิติบัญญัติที่มีความเข้มแข็ง เพื่อยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบและสร้างระบบธรรมาภิบาลไทยให้ก้าวหน้า มุ่งสู่การป้องกันการทุจริตอย่างยั่งยืน








