เดิมพันครั้งใหญ่ของรัฐบาลอนุทิน ชำแหละสารพัดคลื่นใต้น้ำข้าราชการเกียร์ว่าง กับบทพิสูจน์ที่ต้องเลือก “เอาประเทศ หรือเอาตัวเอง”
ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่กำลังบดขยี้โครงสร้างการผลิตและปากท้องของมวลชนรากหญ้าจนฝืดเคืองลึก เสียงระเบิดตูมใหญ่ก็ดังขึ้นกลางใจกลางศูนย์กลางอำนาจบริหาร เมื่อ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ออกมาประกาศกร้าวเปิดฉากยุทธการ “เชือดโชว์” สั่งลีนระบบราชการไทยที่เทอะทะด้วยการเตรียมสั่งยุบหน่วยงานที่ไม่มีความจำเป็นและซ้ำซ้อน ประเดิมดีเดย์สิ้นเดือนกันยายนนี้ด้วยการหั่นสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ตามติดด้วยสำนักงาน ป.ย.ป. และอีก 4-5 องค์การมหาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินซ้ำซ้อนมาหลายปี
การขยับหมากเกมรื้อรังแตนในคราวนี้ภายใต้ไฟเขียวของนายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” มิใช่เพียงแค่การปรับปรุงโครงสร้างองค์กรตามวงรอบธรรมดา แต่มันคือการส่งสัญญาณ “ดับเครื่องชน” กับวัฒนธรรมราชการเฉื่อยชาที่เป็นชนักติดหลังฉุดรั้งประเทศมานานหลายทศวรรษ
หากถอดรหัสผ่านเลนส์การเมืองและเศรษฐกิจมหภาค คำแถลงอันดุดันของรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายที่ตอกย้ำว่า “วันนี้เราไม่ได้อยู่ในโลกปกติเหมือน 10-20 ปีก่อน ที่ค้าขายอย่างไรก็รวย” คือการยอมรับความจริงอันเจ็บปวดว่า รัฐไทยกำลังถังแตกในเชิงงบประมาณจำยอม
ในเมื่อภาคเอกชนและทุนใหญ่ยังต้องดิ้นรนปรับตัว “ลีนองค์กร” เพื่อหนีตายจากพิษสงครามการค้า ภาครัฐจะมาทำตัวเป็นเสือนอนกิน อุ้มชูหน่วยงานเกรดซีที่สิ้นเปลืองภาษีประชาชนไปวันๆ ไม่ได้อีกต่อไป การเลือกประเดิมเชือดโชว์ด้วย บจธ. (ธนาคารที่ดิน) และ ป.ย.ป. ถือเป็นกลยุทธ์คัดสรรตัวประกันที่ฉลาดเฉลียว เนื่องจากหน่วยงานแรกถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและขอต่ออายุขัยมาหลายครา ขณะที่หน่วยงานหลังเป็นเพียงมรดกตกทอดทางโครงสร้างในอดีตที่หมดภารกิจร่วมสมัยไปแล้ว การเดินหน้าทุบตึกแบนแบรนด์เหล่านี้จึงสร้างความชอบธรรมและเรียกเสียงเชียร์จากชนชั้นกลางผู้เสียภาษีได้ไม่ยาก
ทว่า ในสัจธรรมของการเมืองไทย ข่าวประเภท “รื้อรังแตน” เช่นนี้ย่อมต้องเผชิญหน้ากับคลื่นใต้น้ำและแรงต้านที่มองไม่เห็น แม้นายปกรณ์จะดักคอไว้ล่วงหน้าว่าให้เลิกวิธีประท้วงแบบเก่าๆ และ “อย่าดราม่า” พร้อมยื่นข้อเสนอสองทางเลือกคือสมัครใจเออร์ลี่รีไทร์หรือโอนย้ายโดยยอมลดสิทธิประโยชน์ลง
แต่ในความเป็นจริง “วัฒนธรรมเกียร์ว่าง” และระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกในระบบราชการไทยคือป้อมปราการที่ยากจะทำลาย กฎหมายจัดตั้งและกฎหมายงบประมาณที่ผูกเงื่อนตายเอาไว้บวกกับข้อจำกัดทางเทคนิค อาจทำให้คำสั่งยุบในเดือนกันยายนนี้ กว่าจะเห็นผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติจริงอาจต้องรอนานนับปี ซึ่งเป็นจุดเปราะบางที่ฝ่ายค้านพร้อมจะหยิบยกมาสับโขลกย้อนศรว่า เป็นเพียงการสร้างภาพทางการเมืองระยะสั้น หรือเป็นแค่เกมเกลี่ยเก้าอี้เพื่อจัดสรรให้กับขั้วอำนาจใหม่ในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลกันแน่
"คำสั่งยุบทีละตึกอาจเปลี่ยนโครงสร้างบนแผ่นกระดาษได้ชั่วข้ามคืน แต่ตราบใดที่รัฐยังไม่กล้าแปรสภาพระบบราชการให้เป็นดิจิทัล 100% เงาของความซ้ำซ้อนและภาระภาษีก็ไม่มีวันหมดไป"
หากหันไปมองกรณีศึกษาในต่างประเทศ รัฐบาลไทยจะพบว่าภาพฝันของการสร้าง “รัฐผอมเพรียว” (Lean Government) ให้ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นจากการไล่บี้ตัดงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องกล้าเปลี่ยนกระบวนทัศน์เหมือนโมเดล "Next Steps" ของสหราชอาณาจักร ที่แยกขาดระหว่างหน่วยงานเชิงนโยบายกับหน่วยงานบริการออกจากกันอย่างชัดเจน แล้วใช้ดัชนีชี้วัดผลงาน (KPI) แบบเข้มงวดเยี่ยงบริษัทเอกชนรายไตรมาส ใครไม่ผ่านเกณฑ์ต้องถูกยุบควบรวมทันที หรือแม้กระทั่งโมเดล "Digital First" ของเอสโตเนีย ที่ยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐไปไว้บนโลกออนไลน์ ทำให้ตำแหน่งงานประสานงานและเอกสารที่ซ้ำซ้อนมลายหายไปตามธรรมชาติโดยไม่ต้องเดินสายไล่ฟ้องไล่ปรับให้เกิดแรงต้านทางการเมือง
ที่สุดแล้ว วาระเร่งด่วนในการปฏิรูประบบราชการภายใต้เส้นตายปลายปี 2569 นี้ จึงเป็นเดิมพันครั้งสำคัญที่มีราคาแพงยิ่งสำหรับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ชัยชนะในศึกนี้ไม่ได้วัดกันที่จำนวนข้าราชการที่ยอมจำนนเข้าโครงการเออร์ลี่รีไทร์ หรือจำนวนป้ายชื่อหน่วยงานที่ถูกถอดลงจากตึก หากแต่วัดกันที่ความกล้าหาญทางการเมืองในการที่จะ “เฉือนเนื้อตัวเอง” เพื่อรักษาชีวิตของประเทศเอาไว้
วลีทองของนายปกรณ์ที่ทิ้งท้ายให้คิดว่า “จะเลือกเอาประเทศ หรือจะเลือกเอาตัวเอง” ไม่ได้เป็นเพียงคำถามที่ส่งตรงถึงข้าราชการเหล่านั้น แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนกลับมาถามตัวรัฐบาลเองว่า พร้อมจะแลกคะแนนเสียงทางการเมืองเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้ประเทศไทยรอดพ้นจากมรสุมโลกยุคใหม่ได้จริงหรือไม่!
#รื้อระบบราชการ #ปฏิรูประบบราชการ #รัฐบาลอนุทิน #ปกรณ์นิลประพันธ์ #ธนาคารที่ดิน #บจธ #ปยป #องค์การมหาชน #LeanGovernment #DigitalGovernment #การเมืองไทย #ข่าวการเมือง #ปฏิรูปภาครัฐ #เศรษฐกิจไทย








