ปรากฏการณ์น้ำตาคลอเบ้าของศิริกัญญา ตันสกุล กลางวงเสวนาวิชาการเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา พร้อมเสียงสั่นสะท้านที่หลุดปากยอมรับถึงความเหนื่อยล้าในการพุ่งชน "กำแพง" ไม่ใช่เพียงฉากดราม่าทางการเมืองรายวัน แต่มันคือภาพสะท้อน (Reflection) ที่ซื่อตรงที่สุดของความตีบตันในขบวนการประชาธิปไตยไทยยุคหลังยุบพรรคก้าวไกล
ทว่า สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจยิ่งกว่า คือการสวนกลับจากผู้กุมอำนาจรัฐอย่างนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ฝากวาทกรรมคมคายไว้ว่า "วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน...มันก็เจ็บหัวอีก"
สมรภูมิการเมืองในเดือนสิงหาคม 2569 จึงถูกนิยามด้วยการปะทะกันของความหมาย ระหว่างผู้ตีกรอบและผู้ถูกตีกรอบ
คำถามที่แหลมคมที่สุดในโมงยามนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ว่ากำแพงนั้นสูงแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า ศัตรูที่แท้จริงซึ่งขวางกั้นความสำเร็จของพรรคประชาชน คือ "กำแพง" ที่โครงสร้างอำนาจเก่าสร้างขึ้น หรือแท้จริงแล้วคือ "กะลา" ที่พวกเขาครอบตัวเองเอาไว้?
หากมองในมุมของ "กำแพง" เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสถาปัตยกรรมแห่งอำนาจในยุค "อนุทิน 2" หรือที่เรียกขานกันว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" ถูกออกแบบมาอย่างแยบยลและไร้รอยต่อ มันไม่ใช่กำแพงรถถังหรือกระบอกปืนแบบยุค คสช. แต่เป็นกำแพงที่ก่อร่างขึ้นจากเครือข่ายอุปถัมภ์ของบ้านใหญ่ การยึดกุมกลไกกระทรวงมหาดไทยเบ็ดเสร็จ การหลอมรวมทุนใหญ่ระดับชาติ และไฮไลต์สำคัญคือการยึดครองพื้นที่วุฒิสภา (สว.) ได้อย่างเด็ดขาด
เมื่อพรรคประชาชนพยายามเสนอแก้กฎหมาย ทลายทุนผูกขาด หรือตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ จึงต้องเผชิญกับภาวะ "สู้แต่แพ้" บนกระดานรัฐสภา เสียงสนับสนุนมหาศาลจากประชาชนกลายเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านกำแพงคอนกรีตหนาเตอะ กำแพงนี้จึงมีอยู่จริง แข็งแกร่งจริง และทำงานอย่างเป็นระบบ เพื่อบล็อกทุกความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
แต่กระนั้น ในอีกฟากฝั่งของกระจกสะท้อน เสียงวิจารณ์กลับดังว่า ความตีบตันที่พรรคประชาชนกำลังเผชิญ ไม่ได้เกิดจากความสูงของกำแพงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "กะลา" แห่งอุดมการณ์ที่สร้างขึ้นมาครอบตัวเอง การยึดมั่นในความบริสุทธิ์ทางการเมือง (Political Purity) อย่างสุดโต่ง ทำให้พรรคปฏิเสธศิลปะแห่งการประนีประนอม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเมืองในระบบรัฐสภา การแบ่งขั้วอย่างชัดเจนระหว่าง "พวกเรา-คนรุ่นใหม่-ผู้มีแสงสว่าง" กับ "พวกเขา-คนรุ่นเก่า-ผู้จมปลัก" อาจช่วยหล่อเลี้ยงศรัทธาของแฟนคลับตัวยง แต่กลับผลักไสกลุ่มคนกลางๆ (Swing Voters) ให้หวาดระแวง และเลือกที่จะยืนพิงกำแพงสีน้ำเงินแทนเพื่อความปลอดภัย
นอกจากนี้ "กะลาโซเชียลมีเดีย" (Echo Chamber) ยังทำให้พรรคหลงคิดว่ากระแสไวรัลและยอดรีทวิตคือฉันทามติของคนทั้งชาติ โดยมองข้ามสัจธรรมที่ว่า ในพื้นที่ชนบทและต่างจังหวัด การเมืองยังคงขับเคลื่อนด้วยความสัมพันธ์ การลงพื้นที่ดูแลสารทุกข์สุกดิบ และผลประโยชน์ที่จับต้องได้มากกว่าอุดมการณ์ที่ล่องลอย การเลือกพุ่งชนเป้าหมายใหญ่ด้วยความรุนแรงและแข็งทื่อ (Inflexibility) ตั้งแต่วันแรก โดยไม่ยอมถอยหลังเพื่อหาเหลี่ยมมุมในการเจรจา ยิ่งทำให้กำแพงของอีกฝ่ายต้องรวมพลังกันเพื่อสกัดกั้น กลายเป็นว่ายิ่งชน กำแพงยิ่งหนา และคนที่ "เจ็บหัว" ก็คือขบวนการคนรุ่นใหม่เอง
ในท้ายที่สุด การเมืองไทยในยุคนี้จึงเป็นภาพโศกนาฏกรรมของการปะทะกันระหว่าง "การเมืองในอุดมคติ" กับ "การเมืองในความเป็นจริง" พรรคประชาชนมีความชอบธรรม แต่ขาดเครื่องมือและชั้นเชิงในการต่อรอง
ทางออกของความอึดอัดนี้ อาจไม่ใช่การดันทุรังวิ่งชนกำแพงให้หัวแตก หรือการมุดตัวอยู่ในกะลาเพื่อปลอบประโลมกันเอง แต่คือการที่พรรคประชาชนต้องเรียนรู้ที่จะ "ปีน" หรือ "เจาะ" กำแพงด้วยยุทธศาสตร์ที่ลื่นไหลกว่าเดิม รู้จักเล่นเกมยาว และเปลี่ยนผ่านจากพรรคที่เก่งแต่เรื่องเรียกร้อง มาเป็นพรรคที่บริหารความเป็นไปได้
เพราะหากยังปล่อยให้การต่อสู้ดำเนินไปในรูปแบบนี้ ฉากทัศน์สุดท้ายที่รออยู่ คงมีเพียงหยาดน้ำตาที่สูญเปล่าของนักอุดมคติ กับรอยยิ้มเยาะเย้ยของผู้ที่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงแห่งอำนาจเท่านั้น
#พรรคประชาชน #การเมืองไทย #อนุทิน #ศิริกัญญาตันสกุล #สีน้ำเงิน #กำแพงหรือกะลา #การเมืองไทย2569 #วิเคราะห์การเมือง #ประชาธิปไตย #เกมการเมือง #การเมืองร่วมสมัย #สยามรัฐ








