“หมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” หอบเอกสารลับยื่นตรงคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชงลงมติชี้ขาดสถานะ “นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” พ้นเก้าอี้ประธาน กสทช. แฉหลักฐานชัดควบตำแหน่งบอร์ดธนาคารกรุงเทพ แถมรับจ๊อบตรวจคนไข้รับเงินรายชั่วโมงขัด พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ชัดเจน จี้กู้คืนธรรมาภิบาลหยุดดองเรื่อง ปล่อยกลุ่มทุนฮั้วราคาทำประชาชนแบกรับค่าเน็ต-ค่าโทรศัพท์แพงลิ่ว หวังปลดล็อกวิกฤตที่คาราคาซังมานานกว่า 3 ปี
วันที่ 17 ก.ค. 2569: เวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อส่งมอบข้อมูลสำคัญประกอบการลงมติชี้ขาดกรณี นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง
จากนั้นเวลา 09.15 น. นพ.สุภัทร เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 18 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ได้รับการคัดเลือกจะต้องทำการลาออกจากตำแหน่งที่เป็นข้อห้ามทั้งหมดภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับการคัดเลือกจากวุฒิสภา ซึ่งตรงกับวันที่ 11 มกราคม 2565 แต่จากการรวบรวมหลักฐานกลับพบว่า นพ.สรณ ยังคงมีสถานะเป็นลูกจ้างชั่วคราวในตำแหน่งแพทย์รับค่าตอบแทนรายชั่วโมงของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.-12 เม.ย.65
"แม้ทาง นพ.สรณ จะโต้แย้งว่าตำแหน่งแพทย์รับค่าตอบแทนรายชั่วโมงไม่ใช่ลูกจ้างของมหาวิทยาลัย แต่เมื่อตรวจสอบตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยลูกจ้างเงินรายได้ พ.ศ. 2561 ของมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุไว้ชัดเจนว่า ลูกจ้างชั่วคราวหมายรวมถึงลูกจ้างรายเดือน รายวัน และรายชั่วโมงด้วย ดังนั้นการรับค่าตอบแทนดังกล่าวจึงถือเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย ขัดต่อมาตรา 8 (2) ที่กำหนดให้ต้องลาออกจากพนักงานหรือลูกจ้างของรัฐทั้งหมด โดยเรามีหลักฐานทั้งการเสียภาษีเงินได้ พ.ง.ด. 90 และหลักฐานการรับเงินรายได้จากพรีเมียมคลินิก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ตลอดทั้ง 4 เดือน เดือนละประมาณ 20,000 - 50,000 บาท" นพ.สุภัทร กล่าว
นพ.สุภัทร ยังกล่าวอีกว่า ยังพบหลักฐานการเป็นแพทย์ประจำออกตรวจในโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง ซึ่งส่อไปในทางมีผลประโยชน์ทับซ้อนตามมาตรา 8 (3) และขัดต่อมาตรา 26 ที่ระบุว่ากรรมการ กสทช. ต้องทำงานเต็มเวลา โดยก่อนหน้านี้ปรากฏข้อมูลบนเว็บไซต์ว่า นพ.สรณ มีตารางออกตรวจพรีเมียมคลินิกที่โรงพยาบาลรามาธิบดีในวันจันทร์และวันพฤหัสบดี ตรวจที่โรงพยาบาลสมิติเวชในวันอาทิตย์ และโรงพยาบาลพระรามเก้าในวันเสาร์ แม้ปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้จะถูกถอดออกจากระบบไปแล้วก็ตาม
นพ.สุภัทร ยังได้ยื่นหลักฐานสำคัญชิ้นที่ 3 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งในหน่วยงานเอกชน หลังพบไทม์ไลน์การเข้ารับตำแหน่งกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่น่าเคลือบแคลง ดังนี้ เดือนก.พ. 2565 ธนาคารกรุงเทพทาบทาม นพ.สรณ เข้ารับตำแหน่ง และมีการส่งใบสมัคร วันที่ 12 เม.ย.2565 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นธนาคารกรุงเทพ มีมติแต่งตั้ง นพ.สรณ เป็นกรรมการอิสระ วันที่13 เม.ย.2565 (เพียง 1 วันถัดมา) มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นพ.สรณ ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. หลังโปรดเกล้าฯ: นพ.สรณ ไม่ยอมทำหนังสือลาออกจากตำแหน่งกรรมการธนาคารทันที แต่กลับส่งหนังสือขอชะลอการเข้ารับตำแหน่งเพื่อรอผลการตีความกฎหมายจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนจะดึงเรื่องกลับในภายหลังเมื่อคาดว่าการตีความจะไม่เป็นคุณแก่ตนเอง
นพ.สุภัทร กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมาธิการ ICT ของวุฒิสภาชุดปี 2567 เคยพิจารณาเรื่องนี้ และมีมติชี้ชัดว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติไปแล้ว ซึ่งข้อมูลชุดดังกล่าวแน่นหนา และเป็นหลักฐานสำคัญที่นำมาพิจารณาต่อในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ชุดปัจจุบัน แต่รายงานผลการตรวจสอบกลับถูก "ดอง" ค้างไว้เกือบ 2 ปี เนื่องจากประธานวุฒิสภาในขณะนั้นไม่ได้บรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระการประชุมเพื่อดำเนินการต่อ การยืดเยื้อของปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อปากท้องของประชาชนโดยตรง เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา กสทช. ภายใต้การนำของ นพ.สรณ แทบไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเลย ปล่อยให้เกิดปัญหาค่าบริการอินเทอร์เน็ตและค่าโทรศัพท์มือถือที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงวิกฤตทีวีดิจิทัล จนสังคมตั้งคำถามว่าเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนรายใดหรือไม่
"ในการประชุมวันนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคณะกรรมการสรรหาทั้ง 4 ท่าน ซึ่งนำโดยผู้แทนจากศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองสูงสุด และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าใจระเบียบและโครงสร้างการทำงานของภาคธนาคารเป็นอย่างดี จะร่วมกันพิจารณาหลักฐานอย่างละเอียด และมีมติชี้ขาดอย่างเปิดเผย เพื่อปลดล็อกวิกฤต กสทช. ที่คาราคาซังมานานกว่า 3 ปี ให้สามารถเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนได้เสียที" นพ.สุภัทร กล่า








