กรมการข้าว เดินหน้ายกระดับศักยภาพเกษตรกรไทยอย่างมุ่งมั่น ผ่านการขับเคลื่อน “โครงการแปลงเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ดี โครงการส่วนพระองค์ 908 ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา” เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและส่งเสริมวิถีเกษตรกรรมที่ยั่งยืน โดยมีจุดเริ่มต้นแห่งความเปลี่ยนแปลงที่พลิกฟื้นวิถีชีวิตชาวนาในพื้นที่ตำบลวังทอง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี จากพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีพระดำริให้จัดทำโครงการเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เพื่อช่วยเหลือราษฎรบ้านกำแมด หมู่ที่ 5 ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการทำเกษตรผสมผสาน และพัฒนาต่อเนื่องสู่การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืนในพื้นที่กว่า 23 ไร่ ณ บ้านเหล่าหลวงใต้ เพื่อเป็นต้นแบบแห่งการพึ่งพาตนเองอย่างเป็นรูปธรรม
นายอานนท์ นนทรี อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ปัญหารากเหง้าที่เกษตรกรในพื้นที่และชุมชนใกล้เคียงต้องเผชิญมาอย่างยาวนาน คือ “การปลูกข้าว” เพื่อบริโภคในครัวเรือนแต่กลับได้ผลผลิตต่ำและขาดคุณภาพ เนื่องจากขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีและมีราคาสูง ซึ่ง “เมล็ดพันธุ์” ถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นปัจจัยต้นทางในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ตลอดจนยกระดับคุณภาพข้าวให้สูงขึ้น กรมการข้าว โดยกองประสานงานโครงการพระราชดำริ จึงได้มอบหมายให้ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี ดำเนินการขับเคลื่อนการจัดทำแปลงเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีและถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ พร้อมจัดตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนและช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่บริสุทธิ์ไว้ใช้เองได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอในทุกฤดูกาลเพาะปลูก
สำหรับการดำเนินงาน นายนรภัทร ศรีษะนอก ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี กล่าวว่า ศูนย์ฯ ได้เข้าไปส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรผู้ทำนาในตำบลวังทอง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 30 ราย โดยจัดซื้อและส่งมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 500 กิโลกรัม พร้อมจัดทำแปลงเรียนรู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเนื้อที่ 1 ไร่ โดยเลือกใช้ ข้าวพันธุ์ กข 24 ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่ตรงตามความต้องการของเกษตรกรและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการจัดประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและการลดต้นทุนอย่างถูกต้อง โดยมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานีคอยติดตามและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดในทุกกระบวนการ
ความสำเร็จที่เห็นเด่นชัดจากการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปปรับใช้ คือการปรับเปลี่ยนวิธีทำนาแบบเดิมที่เคยใช้เมล็ดพันธุ์สิ้นเปลืองถึง 30-40 กิโลกรัมต่อไร่ ให้ลดลงเหลือเพียง 15 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ลงไปได้มากกว่าครึ่ง ทั้งยังมีการนำนวัตกรรมอย่างโดรนเพื่อการเกษตรมาใช้พ่นสารชีวภัณฑ์และปุ๋ยอินทรีย์ รวมถึงการบริหารจัดการดินและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น มีคุณภาพดีขึ้น และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างน่าชื่นชม
ในระยะยาว โครงการส่วนพระองค์ 908 แห่งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี หรือเป็นคลังสำรองเมล็ดพันธุ์ยามเกิดภัยพิบัติเท่านั้น แต่ยังสร้างการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งของเกษตรกรในการบริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตรร่วมกัน เกิดเป็น "กองทุนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ" ที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนเพื่อชุมชนอย่างแท้จริง สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อเกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ดี มีเทคโนโลยีที่เหมาะสม และสามารถพึ่งพาตนเองได้จากฐานราก วิถีชาวนาไทยก็จะเติบโตได้อย่างมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคตได้อย่างสง่างาม








