"ภัณฑิล น่วมเจิม" สส.กทม. พรรคประชาชน เปิดหน้าชน เย้ย "โสภณ ซารัมย์" แถลงผลงานสภา 122 วัน พลิกโฉมสภา ชี้กฎหมาย 14 ฉบับเป็นของเก่าที่รัฐบาลส่งกลับมายืนยัน ไม่ใช่ผลงานตัวเอง ไล่ให้หยุดทำงานรองแล้วกลับมาทำหน้าที่นิติบัญญัติ แฉยับทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์พวกพ้อง ดองคำร้องสอย ป.ป.ช. ปม "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ"
วันที่ 16 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน เปิดแถลงข่าวตอบโต้กรณีที่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงผลการดำเนินงานของสภาผู้แทนราษฎรในรอบ 122 วัน โดยอ้างว่าสามารถพลิกโฉมสภาและเร่งแก้ปัญหาให้ประชาชน โดยนายภัณฑิลระบุว่า การโฆษณาตนเองของนายโสภณที่ระบุว่าสภาฯ ผ่านร่างกฎหมายถึง 14 ฉบับ ซึ่งมากที่สุดในรอบ 10 ปีนั้น ถือเป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ว่า ร่างกฎหมายเหล่านั้นไม่ได้เป็นผลงานของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ หรือเป็นผลงานของนายโสภณแต่อย่างใด แต่เป็นร่างกฎหมายที่รัฐบาลส่งกลับมาให้สภาฯ ชุดนี้ยืนยันจากสภาฯ ชุดที่แล้ว จึงทำให้มีปริมาณกฎหมายจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นจากการกดปุ่มเห็นชอบของ สส. นอกจากนี้ บางส่วนยังเป็นร่างกฎหมายที่วุฒิสภาส่งกลับมาและมีการตั้งกรรมาธิการร่วม นายโสภณจึงไม่ควรนำมาเคลมเป็นผลงานตัวเอง สิ่งที่นายโสภณควรทำคือการนัดประชุมสภาฯ เพิ่มเติมในวันศุกร์เพื่อพิจารณาญัตติและรายงานที่ยังค้างอยู่ ไม่ใช่เอาเวลามาโฆษณาชวนเชื่อเช่นนี้
นายภัณฑิล ยังได้กล่าวถึงกรณีเงินประกันอาคารรัฐสภาที่หมดอายุลงเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตนเคยอภิปรายเตือนในที่ประชุมสภาฯ ไปแล้วว่า บริษัท ซิโน-ไทยฯ ซึ่งเป็นผู้รับเหมา มักอ้างเรื่องการซ่อมแซมและการปรับเปลี่ยนลักษณะการใช้งานอาคาร ดังนั้น นายโสภณต้องออกมาชี้แจงให้ชัดเจน อย่าบอกเพียงว่าเป็นเรื่องของกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาไม่มีการให้ผู้รับเหมาเสียค่าใช้จ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว
"สภาฯ ต้องเปิดเผยว่าได้เคลมประกันอะไรไปบ้างกับงบประมาณหลายหมื่นล้านบาทที่จ่ายไป เพราะเมื่อมีการชำรุดก็ต้องขอนบประมาณเพิ่มมาซ่อมแซม ตกลงแล้วนายโสภณเป็นประธานรัฐสภา หรือเป็นหัวหน้าฝ่ายอาคารรัฐสภากันแน่" นายภัณฑิล กล่าว
นอกจากนี้ ยังพบว่าในการพิจารณางบประมาณปี 2570 มีการตั้งงบประมาณค่ารถประจำตำแหน่งของประธานสภาฯ สูงถึงปีละ 1 ล้านบาท ซึ่งตนจะเข้าไปตรวจสอบความโปร่งใสในเรื่องนี้ต่อไป รวมถึงกรณีที่นายโสภณจัดกิจกรรมเกณฑ์ข้าราชการมาเต้นแอโรบิกในเวลาราชการและต้องทำเสื้อแจก ซึ่งถือเป็นการสร้างภาระให้ข้าราชการโดยไม่จำเป็น
นายภัณฑิล ได้ตอบโต้กรณีที่นายโสภณระบุว่าผู้ที่วิจารณ์ตนเองมีอคติและลำเอียง โดยย้อนถามกลับว่านายโสภณกำลังพูดถึงตัวเองอยู่หรือไม่ เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมาส่อเจตนาลำเอียงอย่างเห็นได้ชัด เช่น การแก้ปัญหายาเสพติดที่มุ่งเน้นลงพื้นที่แต่จังหวัดบุรีรัมย์ ที่สำคัญที่สุดคือ กรณีที่ฝ่ายค้านได้รวบรวมรายชื่อยื่นคำร้องถึงศาลฎีกาเพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีตรวจสอบ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่นายโสภณกลับดองเรื่องเอาไว้หลายเดือนและอ้างว่าตนเองไม่ได้เป็นบุรุษไปรษณีย์
"ประธานสภาฯ มีหน้าที่ต้องส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามที่ฝ่ายค้านล่ารายชื่อมา ท่านไม่มีอำนาจวินิจฉัยจะเก็บเรื่องไว้พิจารณาทำไม ที่อ้างว่างานยุ่งแต่กลับดองเรื่องไว้หลายเดือนเพื่อปกป้องพวกเดียวกัน พฤติกรรมแบบนี้คือความลำเอียงเห็น ๆ เอาแต่ประโยชน์ของบุรีรัมย์ จึงขอจี้ให้นายโสภณเร่งส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาโดยด่วนเพื่อลบข้อครหา" นายภัณฑิล กล่าว
นายภัณฑิล ยังได้ตำหนินายโสภณกรณีกลับลำแนวปฏิบัติจากสมัยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาฯ โดยเลือกที่จะไม่ขึ้นเงินเดือน และตัดลดจำนวนผู้ช่วย สส. และ สว. ตามแนวคิดของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำพรรคไทยภักดี ทั้งที่ปัจจุบันผู้ช่วย สส. ที่ทำงานจริงมีเงินเดือนเพียง 15,000 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพและต่ำกว่ามาตรฐานกฎหมายแรงงาน ถือเป็นผลงานที่ทำให้คนเกลียดกันทั้งสภา
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงมาตรการที่นายโสภณสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐสภาเข้าแถวเคารพธงชาติทุกเย็นเวลา 18.00 น. จนเกิดความสับสนในห้องประชุมสภาฯ ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร เนื่องจากตามกฎหมายไม่ได้บังคับให้ยืนตรงในที่ร่ม และตัวนายโสภณเองก็นั่งเช่นกัน พร้อมระบุว่านายโสภณอ้างเรื่องชาตินิยมแต่กลับไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ว่าที่มาของเพลงชาติในรูปแบบนี้เป็นผลพวงมาจากยุคเผด็จการ จึงขอเรียกร้องให้นายโสภณหยุดจัดพิธีกรรมงานรองเหลานี้ และหันกลับมาทำหน้าที่หลักในฝ่ายนิติบัญญัติอย่างตรงไปตรงมา








