เรื่อง / กรวิก อุนะพำนัก
หมายเหตุ: เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ "สยามรัฐออนไลน์" ถึงภารกิจผลักดันกฎหมายที่ดิน โดยมองว่าเป็นกระดุมเม็ดแรก ในการแก้ปัญหาปากท้องของเกษตรกรที่กำลังถูกสินค้าต่างชาติทดแทนอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มคนชายขอบและเกษตรกรรายย่อย ซึ่งปัญหานี้รอไม่ได้ ต้องแก้ไขแบบ "ก้าวกระโดด"
ประเด็นหลักที่กำลังติดตามและผลักดันในสภาคือเรื่องอะไร?
ก็จะมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่ๆ นะครับ ก็คือเรื่องที่ดินกับเรื่องปัญหาราคาสินค้าเกษตร เรื่องที่ดิน สิ่งที่เราทำก็คือว่า การผลักดันตัวกฎหมายนะครับ ตัวกฎหมายที่เราพยายามที่จะทำอยู่ตอนนี้ก็คือ ตัวกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวกับการจัดที่ดิน ไม่ว่าจะเป็น คทช. (คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) หรือตามมาตรา 64 มาตรา 121 ในเขตป่าอนุรักษ์ (พรบ.อุทยานฯ,สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2562)
ปัญหาก็คือเงื่อนไขมันทำให้คนไม่อยากจะเข้าร่วมโครงการ ในขณะที่รัฐบาลโดยกระทรวงทรัพย์ฯ ก็เร่งรัดจะไปแจก คทช. แจกเอกสารในเขตป่าสงวน ในอุทยาน คือเขาพยายามเร่งรัด แต่เงื่อนไขชาวบ้านเขาไม่ค่อยอยากได้ คือเขาต้องการเอกสารสักอย่างหนึ่ง แต่ถ้าไม่รับก็ไม่มีเอกสารอะไรเลย แต่ถ้ารับก็เข้าสู่ทางตัน
เงื่อนไขที่เป็น "ทางตัน" สำหรับชาวบ้านคืออะไร?
อย่างเช่นเงื่อนไขว่า ครอบครัวละไม่เกิน 20 ไร่ ระยะเวลาไม่เกิน 20 ปี ทำการเกษตรเท่านั้น เราก็พยายามที่จะไปปลดล็อกเงื่อนไขที่จำกัดสิทธิ์มาก ๆ เหล่านี้ เพื่อให้คนรู้สึกว่าได้เอกสารมาแล้วมันเป็นสิทธิ์ในการทำมาหากินจริง ๆ ไม่ใช่เอกสารที่จะนำไปสู่การแย่งยึดสิทธิ์
ในฐานะฝ่ายค้าน จะผลักดันเรื่องนี้ยังไงให้เป็นรูปธรรม?
การแก้กฎหมายหลักมันยาก สิ่งที่ทำได้ง่ายหน่อยคือแก้ตัวหลักเกณฑ์ที่เป็นเงื่อนไข ซึ่งเป็นพวกประกาศหรือพระราชกฤษฎีกาที่ฝ่ายรัฐบาลดำเนินการได้ฝ่ายเดียว เราจะเริ่มจากการตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะไปคุยกับกระทรวงทรัพย์ฯ และ สคทช. (สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) ส่วนการแก้กฎหมายหลักก็ต้องไปที่ พรบ.ป่าสงวน, พรบ.อุทยาน, พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และ พรบ.ป่าไม้ เราได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อปลดล็อกเรื่องสิทธิในที่ดินและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้คนในเขตป่าได้รับเอกสารสิทธิ์ที่เป็นธรรมและรวดเร็วขึ้น
มี พรบ.ชาติพันธุ์ แล้วด้วย จะนำไปผลักดันยังไงต่อ?
พรบ.ชาติพันธุ์ ผ่านไปแล้วเมื่อปี 2568 ตอนนี้เป็นเรื่องการนำไปบังคับใช้ สิ่งที่ผมพยายามผลักดันคือสร้างพื้นที่นำร่องประกาศเป็น 'เขตคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์' ซึ่งมันจะนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิในที่ดิน ทรัพยากร และการพัฒนา ถ้าไม่มีการประกาศชุมชนนำร่อง การเอาไปใช้จริงก็จะไม่เกิด ตอนนี้ยอมรับว่าคืบหน้าช้ามาก บรรยากาศการพูดคุยดีแต่การขับเคลื่อนช้าครับ
ท่าทีของหน่วยงานรัฐและรัฐบาลต่อเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างไร?
เราเห็นความเปลี่ยนแปลงบ้าง อย่าง สคทช. เขาก็เร่งออกหลักเกณฑ์การพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดินแบบชุมชน เพื่อปลดล็อกที่ดินทับซ้อนเขตป่า สมมติหนึ่งหมู่บ้านมี 100 หลังคา ถ้าพิสูจน์รายคนต้องยื่น 100 คำร้องซึ่งช้ามาก แต่ถ้าพิสูจน์รายชุมชนยื่นแค่ 1 คำร้องมันจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งชุมชนและไวขึ้น ส่วนกรมป่าไม้สัญญาณก็ดี เขาพยายามปรับเรื่องระยะเวลาจัด คทช. จากเดิมไม่เกิน 20 ปี เป็น 'อนุญาตจนกว่าจะหมดความจำเป็น' แต่ตอนนี้ยังเป็นแค่การส่งสัญญาณ ยังไม่มีการแก้ระเบียบหรือมติ ครม. จริงจัง ทำให้ความมั่นใจของประชาชนยังไม่เกิด
อะไรคือแรงผลักดันให้มาจับเรื่องที่ดินและคนชายขอบ?
สเกลของปัญหาเรื่องที่ดินมันเยอะมาก แต่มันเป็นเรื่องของคนชายขอบ คนชนบท สุ้มเสียงไม่ดัง การออกกฎหมายในทางปฏิบัติเลยไม่เกิดขึ้นจริง สส. อภิปรายในสภาทุกวัน แต่ฝ่ายนโยบายจะออกกฎหมายจริง ๆ มันยาก เพราะคนเหล่านี้ไม่มีสุ้มมีเสียงในสังคม แต่เราเห็นว่าสเกลปัญหามันใหญ่และต้องแก้ไข
นอกจากที่ดิน เรื่องราคาเกษตรก็เป็นวิกฤตตอนนี้?
ใช่ครับ ตอนนี้มีตัวแปรใหม่คือการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาด โดยเฉพาะจากจีนที่เขาพัฒนาระบบเกษตรสมัยใหม่ ทั้งแบบสหกรณ์ใหญ่หรือบริษัทอุตสาหกรรม แต่เกษตรกรเราเป็นรายย่อย ทำทีละคน เอกสารสิทธิ์ก็ไม่มี รัฐก็ไม่ช่วย ต้องซื้อเครื่องสูบน้ำเอง เติมน้ำมันเอง ขนไปขายเอง เราไม่มีทางไปแข่งกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของจีน ญี่ปุ่น หรือออสเตรเลียได้เลย ถ้าเรายังเถียงกันเรื่องเอกสารสิทธิ์ไม่จบ เพราะถ้าไม่มีเอกสารสิทธิ์ ท้องถิ่นหรือชลประทานก็เอาเงินเข้ามาช่วยไม่ได้ จุดเริ่มต้นมันคือต้องติดกระดุมเม็ดแรกให้ได้ก่อน คือทำให้มีเอกสารสิทธิ์เพื่อยกระดับการผลิตไปแข่งกับสินค้าจีน
รัฐบาลพยายามช่วยเรื่องราคาอยู่ มองว่าเพียงพอไหม?
ช่วยปลายน้ำและช่วยน้อยมากครับ ปัจจัยหลักการผลิตรัฐแทบไม่ช่วยเลย โดยเฉพาะในเขตที่ดินของรัฐ ชลประทานไม่ช่วย อุปกรณ์เครื่องจักร โดรน ปุ๋ย ยา น้ำมัน เกษตรกรต้องซื้อราคาเต็ม 100% พอราคาตกต่ำรัฐก็ช่วยแบบน้อยมาก อย่างปีที่แล้วมะม่วงที่เพชรบูรณ์ ออกสู่ตลาดปีละ 4,000 ตัน แต่รัฐช่วยได้แค่ไม่เกิน 40 ตัน สเกลมันน้อยมาก เกษตรกรลงทุนไป 300,000 บาท ขาดทุนหมด รัฐไปช่วย 5,000 มันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เขาเจ๊งไป
แล้วในรัฐสภามีการส่งเสียงถึงรัฐบาลบ้างหรือยัง?
ส่งเสียงเยอะมากครับ ตั้งแต่เลือกตั้งเสร็จ วาระแรกที่เราเสนอคือตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อรวบรวมปัญหาและติดตามแก้ไขผักผลไม้ราคาตกต่ำ เราทำมาตลอด รัฐบาลเขาก็รู้ แต่ปฏิบัติการช่วยคนจริง ๆ เราเห็นน้อยมาก สิ่งที่รัฐบาลทำมา 6 เดือน ผมไม่เรียกว่าการแก้ปัญหา แต่มันคือการ 'อุดรูรั่ว' รั่วที่ไหนก็ไปอุดที่นั่น แถมอุดได้แค่นิดเดียวทั้งที่รูมันใหญ่ ยังไม่มีมาตรการสร้างหลักประกันให้เกษตรกรจริงจังเลย
มีพืชตัวไหนที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษในตอนนี้?
ตอนนี้สัญญาณอันตรายคือ 'ข้าวโพด' ครับ หลายคนเข้าใจว่าปลูกเยอะจนล้นตลาด แต่จริง ๆ ไม่ล้น ความต้องการในประเทศปีละ 9 ล้านตัน แต่เราผลิตได้ไม่เกิน 5 ล้านตัน คือได้แค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งต้องนำเข้า แต่มันมีการกดราคาที่ซับซ้อน รัฐประกาศรับซื้อไม่ต่ำกว่า 7 บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาที่เกษตรกรจะได้ขายจริงช่วงตุลาคมนี้เท่าไหร่ยังไม่รู้ ยังไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน
สุดท้ายสิ่งที่เกษตรกรและคนชายขอบต้องการจากรัฐบาลมากที่สุดคืออะไร?
สิ่งที่ต้องการมาก ๆ คือการบริหารจัดการสินค้าที่นำเข้ามาจากจีนครับ ตอนนี้ปลูกอะไรมาก็ถูกสินค้าจีนตีตลาดหมด เกษตรกรไทยแทบไม่มีช่องทางวางขายในตลาดเลย รัฐบาลต้องจัดการไม่ให้กระทบของที่คนไทยปลูก และหาช่องทางระบายของไทยสู่ตลาด นี่คือสิ่งที่รัฐต้องทำ รวมถึงสินค้าอื่น ๆ ด้วย เพราะระบบการผลิตของจีนเขาพัฒนาไปไกลมาก เรื่องนี้ต้องช่วยกันครับ
ถ้าเราไม่ทำให้เกษตรกรของเรามีเอกสารสิทธิ์ก่อน ก็ยากที่จะไปแข่งขันกับเขาได้ ฉะนั้น เรื่องนี้ต้องขับเคลื่อนต้องผลักดัน จะทำแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ได้แล้ว คือต้องเร่งทำแบบก้าวกระโดดเลย








