"การดี" ตอกกลับรัฐมนตรีลูกเทพ ชี้ปชป.อยู่มา 80 ปี จี้รัฐบาลวางวิสัยทัศน์แก้วิกฤต
วันที่ 16 ก.ค.69 ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีที่กลุ่มรัฐมนตรีรุ่นใหม่หรือที่เรียกกันว่า "กลุ่มรัฐมนตรีลูกเทพ" ออกมาตอบโต้และตั้งคำถามถึงผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ภายหลังที่เธอเคยเสนอความเห็นว่าการแต่งตั้งรัฐมนตรีควรพิจารณาจากความสามารถมากกว่าเรื่องสายเลือด โดยนางการดีระบุว่า ตนเองไม่อยากต่อปากต่อคำในประเด็นนี้ และขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่าพรรคประชาธิปัตย์ก่อตั้งมานานถึง 80 ปี ไม่ใช่ 30 ปีตามที่ถูกพาดพิง ซึ่งตัวเลข 30 ปีนั้นน่าจะเป็นอายุของตัวรัฐมนตรีมากกว่า พร้อมย้ำว่าในสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยจำเป็นต้องมีบุคลากรที่เก่งและมีประสบการณ์เข้ามาบริหารงาน
สำหรับกลุ่มรัฐมนตรีในกลุ่มพิเศษที่ออกมาตอบโต้ตนอย่างต่อเนื่องนั้น นางการดีกล่าวว่าอยากให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้แสดงฝีมือให้ประจักษ์มากกว่าการโต้ตอบ เพราะหลายคนในกลุ่มนี้ตนเองก็ไม่รู้จักหรือไม่คุ้นชื่อ จนต้องไปสืบค้นนามสกุลของรัฐมนตรีเหล่านั้นเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ตนยืนยันว่ายังสามารถทำงานร่วมกันได้ตามหลักการเป็นฝ่ายตรวจสอบที่จะคอยติดตามทุกโครงการอย่างเข้มข้น บนพื้นฐานของการให้ข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ และเชื่อว่าหากทุกฝ่ายมีใจคอกว้างขวางพอจะสามารถทำงานร่วมกันได้ดี แต่ต้องไม่ลืมว่าขณะนี้ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตที่หนักหน่วง จึงต้องการคนที่มีความสามารถสูงเข้ามาแก้ไขปัญหา
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงศักยภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นางการดีกล่าวในเชิงทีเล่นทีจริงว่าอาจจะได้พาดหัวข่าวเพิ่มอีกหนึ่งประเด็น พร้อมขยายความถึงความอึดอัดใจในหลายประเด็น โดยเฉพาะการขาดวิสัยทัศน์และอนาคตที่มองไปไกลกว่าเพียงการตัดสินงบประมาณเบื้องต้น ซึ่งปัจจุบันโลกกำลังขับเคลื่อนด้วยเรื่องสำคัญอย่างเทคโนโลยี AI, ดาต้าเซ็นเตอร์ และการพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบและปรับโครงสร้างจากวิกฤตพลังงาน แต่สิ่งที่น่ากังวลคือประเทศไทยยังขาดการวางวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในระดับภาพรวม ทำให้การตัดสินใจที่ผ่านมามักเป็นการแก้ปัญหาเป็นรายกรณีและถกเถียงกันเฉพาะเรื่องเฉพาะหน้า จนทำให้ประเทศพลาดโอกาสสำคัญไป ซึ่งนี่คือสิ่งที่ตนพยายามถามหามากกว่าเพียงแค่เรื่องประสบการณ์ในช่วงภาวะลำบากเช่นนี้
นอกจากนี้ นางการดียังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีความเข้าใจเชิงลึกในเนื้องาน หากรัฐมนตรีไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นก็ควรแสวงหาผู้เชี่ยวชาญหรือคนในวิชาชีพมาให้ข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจากฉบับที่ 13 ไปสู่ฉบับที่ 14 แต่กลับยังไม่มีการพูดถึงทิศทางใหญ่ของไทยในอุตสาหกรรมดิจิทัลว่าจะเป็นผู้เล่นในลักษณะใด หรือจะเป็นผู้สร้างนวัตกรรมในจุดไหน ตัวอย่างเช่น โครงการ TH-AI Passport ที่มีงบประมาณ 1,500 ล้านบาท และมีประชาชนรอใช้งานอยู่ 5 ล้านคน แม้จะไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ตนตั้งคำถามว่าในช่วงเวลานี้เป็นลำดับความสำคัญที่ถูกต้องหรือไม่ หรือควรนำงบประมาณก้อนนี้ไปใช้ในการสร้างยุทธศาสตร์ที่ส่งผลดีต่อประเทศในระยะยาวมากกว่า
#การดี #ดรการดี #ประชาธิปัตย์ #ปชป #รัฐบาล #วิสัยทัศน์รัฐบาล #การเมืองไทย #วิกฤตประเทศ #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








