"ดร.การดี" จี้เปิดข้อมูลโครงการ TH-AI Passport ห่วงความคุ้มค่าการใช้ภาษีพันล้าน
วันที่ 16 ก.ค.69 ที่อาคารรัฐสภา ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ สส.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงความคืบหน้าการติดตามโครงการ TH-AI Passport โดยระบุว่าขณะนี้ยังคงรอคอยข้อมูลสำคัญจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย สัญญาจ้างฉบับแก้ไขที่ยังอยู่ในกระบวนการ รายชื่อคณะกรรมการตรวจรับโครงการทั้งหมด และคำชี้แจงเกี่ยวกับตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ (KPI) รวมถึงแนวทางการประมวลผลข้อมูลซึ่งยังไม่ได้รับคำตอบ ทั้งนี้ การติดตามข้อมูลดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการใช้เงินภาษีของประชาชนจะเป็นไปอย่างคุ้มค่า มีประโยชน์สูงสุด และมีการดำเนินงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้
ในส่วนของความคืบหน้าด้านการใช้งาน ดร.การดี เปิดเผยว่าได้รับอีเมลจากบริษัทผู้พัฒนาเพื่อทดลองใช้งานระบบในเวอร์ชันเริ่มต้น ซึ่งพบว่าหน้าตาการใช้งาน (UI) มีความสวยงามและมีฟังก์ชันการเรียนรู้ด้าน AI ที่ดูครบถ้วน อย่างไรก็ตาม จากการหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีกลับพบข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ฟังก์ชันหลายอย่างในระบบมีความคล้ายคลึงกับบริการ AI เวอร์ชันฟรีที่มีให้ใช้งานในต่างประเทศ จึงนำไปสู่คำถามว่าเหตุใดประเทศไทยจึงต้องใช้งบประมาณจำนวนมากกับโครงการนี้ ซึ่งเรื่องนี้ยังต้องรอการทดสอบในวงกว้างเพื่อประเมินความคุ้มค่าทางการเงินให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
สำหรับการปรับปรุงโครงการ ดร.การดี ได้ขอบคุณหน่วยงานที่ยอมรับฟังข้อเสนอแนะจากสมาคมวิชาชีพต่าง ๆ โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบสัญญาจากเดิมที่เป็น Pay per Use มาเป็น Pay per Active User ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากคำนวณจากจำนวนผู้ใช้งานจริงแทนการใช้โทเคนที่ตรวจสอบยาก ประเด็นนี้ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยต่อไปถึงกระบวนการตรวจรับงานและการกำหนดอัตราค่าบริการที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าหากมีการใช้งานจริงต่ำกว่าที่คาดการณ์ งบประมาณในส่วน Generative AI อาจไม่จำเป็นต้องใช้เต็มวงเงินประมาณ 1,500 ล้านบาท ตามที่ตั้งไว้
นอกจากนี้ ดร.การดี ยังแสดงความกังวลถึงการวัดผลความสำเร็จที่ควรเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ด้าน AI ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากโครงการนี้ใช้งบประมาณสูงตั้งแต่หลายร้อยล้านจนถึงกว่าหนึ่งพันล้านบาท พร้อมเสนอให้ใช้ข้อมูลรายงานด้าน AI Adoption จากผู้ให้บริการรายใหญ่ เช่น Gemini และ Microsoft มาเป็นค่าอ้างอิงพื้นฐาน (Baseline) เพื่อเปรียบเทียบว่าหลังใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทแล้ว ประเทศไทยมีการพัฒนาด้าน AI เพิ่มขึ้นอย่างไร ซึ่งหากไม่สามารถพิสูจน์ความคุ้มค่าได้ตั้งแต่ต้น ย่อมกลายเป็นคำถามสำคัญต่อการใช้ภาษีประชาชนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
นอกจากโครงการ TH-AI Passport แล้ว ดร.การดี ยังเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันติดตามความเสี่ยงต่อการทุจริตในโครงการอื่น ๆ เช่น งบประมาณใน พ.ร.บ. เงินกู้ 200,000 บาท และบัญชีนวัตกรรม ซึ่งได้มีการหารือกับผู้บริหารสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เพื่อขอความยืนยันในการปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบให้โปร่งใสและมีธรรมาภิบาล
รวมถึงตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่มีข้อมูลการจัดซื้อหลอดไฟ LED เข้ามามากผิดปกติในปี 2026 ซึ่งเปรียบเทียบความคุ้มค่าของนวัตกรรมได้ยาก และอาจเป็นการใช้งบประมาณที่เกินความจำเป็นสำหรับไฟถนนและไฟหมู่บ้าน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวพันกับการรักษาผลประโยชน์จากเงินภาษีของประชาชนทั้งสิ้น
#THAIPassport #THAIPassportAI #ดรการดี #AI #งบประมาณ #ความโปร่งใส #รัฐบาล #เทคโนโลยี #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








