ถอดรหัส "โต๊ะโจ๊ก" สะเทือนการเมือง! “สามารถ”วิเคราะห์รอยร้าวรัฐบาล จาก "เกาเหลาไม่กินเส้น" สู่เกมวัดเสถียรภาพ 292 เสียง
เมื่อวันที่ 9 ก.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์เฟสบุ๊กระบุว่า
กลืนง่ายไม่ต้องเคี้ยว! ถอดรหัสรอยร้าวขั้วรัฐบาล จาก "เกาเหลาไม่กินเส้น" ถึง "มาม่า" สู่ "โต๊ะโจ๊ก 2569"
การเมืองไทย ณ นาทีนี้ ไม่มีกระแสไหนจะร้อนแรงและน่าจับตาไปกว่าสัญลักษณ์อาหารชามล่าสุดที่หลุดออกมาจากตึกไทยคู่ฟ้า นั่นคือรหัสคำว่า "ทานโจ๊ก" ของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้เชิญแกนนำพรรคเพื่อไทยมาร่วมโต๊ะมื้อเช้า ก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ พ.ร.ก. เงินกู้พลังงาน 4 แสนล้านบาท ในวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคมนี้
เมื่อนำมาถอดรหัสเชิงรัฐศาสตร์ นี่ยังอาจตีความได้ว่าเป็นภาพสะท้อนของกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงและเสถียรภาพของรัฐบาลผสม ที่สามารถถอดรหัสเปรียบเทียบกับหน้าประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าสนใจ
1. ยุคกินโจ๊กปัจจุบัน: สะท้อนสัญญาณ "เบ็ดเสร็จ... สู่ด่านสภา"
คำว่า "กินโจ๊กคือไม่ต้องเคี้ยว" ในบริบทขุมกำลังรัฐบาลปัจจุบันปี 2569 ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำหลักกุมเสียงในมือถึง 193 ที่นั่ง บวกกับพรรคเพื่อไทยอีก 74 ที่นั่ง และพรรคร่วมรวมพรรคเล็กทั้งหมดตามตัวเลขจัดตั้งรัฐบาลที่ 292 เสียง อาจวิเคราะห์ได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณถึงความปึกแผ่นว่า แผนรองรับฉากทัศน์ต่างๆ (Scenario) อาจถูกหารือจนตกผลึกเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนเข้าห้องประชุม
ถ้ามองลึกไปกว่านั้น ในทางขั้นตอนกฎหมาย ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยให้ พ.ร.ก. เงินกู้นี้ผ่านด่านแรกไปได้ แต่ในท้ายที่สุด พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็ยังต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโหวตรับรองร่างอยู่ดี
การที่ท่านนายกฯ อนุทินเชิญแกนนำพรรคเพื่อไทยมาร่วมพูดคุยและใช้วลีเรื่องการทานโจ๊ก จึงอาจตีความได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณความพร้อมด้านเสถียรภาพ ว่าตราบใดที่พรรคแกนนำหลักและพรรคร่วมรัฐบาลยังคงเหนียวแน่น สมการเสียงกึ่งหนึ่งในสภาก็ยังคงทำงานได้อย่างมั่นคง บรรยากาศบนโต๊ะอาหารนี้จึงสะท้อนภาพลักษณ์ความราบรื่น ราวกับเนื้อโจ๊กที่กลืนง่ายโดยไม่มีข้อติดขัดแต่อย่างใด
2. ยุคกินมาม่าในอดีตอันใกล้: ดีลสายฟ้าแลบสยบสุญญากาศ
หากมองย้อนกลับไปในรัฐบาลก่อนหน้า ภาพของโต๊ะโจ๊กวันนี้ มีความคล้ายคลึงในแง่ของการบริหารสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบโต๊ะอาหาร แต่มีเงื่อนเวลาที่ต่างจากเหตุการณ์เช่น "การกินมาม่าที่บ้านจันทร์ส่องหล้า" อย่างเห็นได้ชัด
กินมาม่าจันทร์ส่องหล้า ถ้าย้อนกลับไปในวันที่คุณเศรษฐา ทวีสิน ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในเวลานั้นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเดิมและรัฐมนตรีได้ตบเท้าเข้าพบคุณทักษิณ ชินวัตร เพื่อหารือแนวทางและล็อกตัวบุคคลสำหรับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่จะเกิดขึ้นในวันศุกร์ถัดมาทันที ซึ่งในเหตุการณ์นั้น เมื่อสื่อมวลชนสอบถามถึงการรวมตัวดังกล่าว คุณทักษิณได้ตอบกลับสั้นๆ ว่าเป็นการ "มากินมาม่า" จนกลายเป็นรหัสลับทางการเมือง ซึ่งสะท้อนถึงการแก้เกมที่เน้นความรวดเร็วฉับไวในภาวะสุญญากาศ
พอมาถึงการกินโจ๊กที่ตึกไทยคู่ฟ้าวันนี้ อาจมองได้ว่าเป็นยุทธวิธีที่ต่างออกไป คือการพูดคุยเพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้าก่อนที่วันสำคัญจะมาถึง เพื่อเตรียมรับมือและกระชับความร่วมมือของพรรคร่วมรัฐบาลให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันล่วงหน้า ทั้งสำหรับการรับฟังคำวินิจฉัยของศาลและการเดินหน้าต่อในชั้นสภา
3. ยุคเกาเหลาการเมืองในอดีต: บทเรียนเมื่อพรรคร่วม “ไม่กินเส้น” กัน
เพื่อให้เห็นภาพความสำคัญของการรักษาเสถียรภาพในปัจจุบันชัดเจนขึ้น หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยมีบทเรียนในยุคที่รัฐบาลผสมเต็มไปด้วยความขัดแย้งเชิงนโยบายและการจัดสรรผลประโยชน์ จนเกิดสภาวะ “เกาเหลาไม่กินเส้น” กลางรัฐสภา
รัฐบาลชวน 1 (พ.ศ. 2535 - 2538): มีประเด็นความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคในกรณีปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. 4-491 จนนำไปสู่การถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลและการโหวตสวนในสภา บีบให้นายกรัฐมนตรีต้องประกาศยุบสภาในที่สุด
รัฐบาลบรรหาร (พ.ศ. 2538 - 2539): แม้จะเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค แต่ความไม่ลงตัวในการบริหารงานและนโยบายเศรษฐกิจ ทำให้เกิดรอยร้าวลึก ระหว่างการศึกซักฟอกพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วนกลับกดดันให้นายกรัฐมนตรีประกาศลาออก จนสุดท้ายต้องจบลงด้วยการยุบสภา
รัฐบาลพลังประชารัฐ (พ.ศ. 2562 - 2565): เป็นภาพสะท้อนของเกาเหลาการเมืองในยุคหลัง ที่แม้จะอยู่ร่วมรัฐบาลเดียวกัน แต่มีการขัดแย้งเชิงนโยบายหลักอย่างเด่นชัด เกิดปัญหาเสถียรภาพและการโหวตสวนมติในสภาเป็นระยะๆ
หน้าประวัติศาสตร์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า หากรัฐบาลผสมไม่มีขุมกำลังและเอกภาพที่แท้จริง อาการ "ไม่กินเส้น" ก็พร้อมจะเกิดขึ้นและสั่นคลอนรัฐบาลได้เสมอ
4. วิเคราะห์ฉากทัศน์และการบริหารความเสี่ยง
หากกรณี พ.ร.ก. เงินกู้มีอันต้องสะดุดลงในขั้นตอนทางกฎหมาย ในแง่บรรทัดฐานเดิมในอดีต (เช่น กรณี พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ในอดีต) รัฐบาลก็อาจเลือกเดินหน้าบริหารราชการแผ่นดินต่อได้โดยไม่จำเป็นต้องลาออก หรือในอีกทางหนึ่ง หากนายกรัฐมนตรีเลือกแนวทาง "ลาออกเพื่อแสดงสปิริต" และลดแรงเสียดทานทางสังคม ภายใต้เงื่อนไขที่พรรคร่วมรัฐบาล 292 เสียงยังคงให้การสนับสนุนอย่างเหนียวแน่น เอกภาพที่ถูกล็อกไว้บนโต๊ะอาหารก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีกลับเข้าสู่สภาลื่นไหลและไร้รอยต่อ
รวมไปถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับประเด็นข้อกฎหมายอื่นๆ ในอนาคต เช่น คำร้องเกี่ยวกับ "บัตรเลือกตั้ง QR Code" ที่ยังคงอยู่ในการพิจารณา ซึ่งล้วนเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการเป็นช็อตๆ ไป
การเมืองจึงไม่ได้วัดกันแค่เสียงในสภา แต่ยังวัดกันที่การบริหารความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะเมื่อความขัดแย้งถูกแปรเป็นความร่วมมือ "เกาเหลา" ก็อาจกลายเป็น "โจ๊ก" ที่กลืนง่ายในทางการเมืองได้ นี่คือการตีความเชิงสัญลักษณ์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มิใช่ข้อยืนยันถึงผลลัพธ์ในอนาคต.
แล้วพรุ่งนี้ผมจะมาฟันธงวิเคราะห์การเมืองให้ว่า วันที่ 9 ก.ค. ผลมติจะออกมาเป็นอย่างไร ( ทุกอย่างเป็นความเห็นส่วนตัว ที่มองผ่านจากฉากทัศน์การเมือง )
#สามารถผู้มาก่อนการ #ถอดรหัสกินโจ๊ก #ไม่ต้องเคี้ยว #รัฐบาลอนุทิน #มาม่าจันทร์ส่องหล้า #เกาเหลาการเมือง #พรกเงินกู้พลังงาน #บัตรเลือกตั้งQRcode #การเมืองปี2569








