วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย สส.สมุทรสงคราม พรรคประชาชน พร้อมด้วยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากตัวแทนสมาพันธ์นาเกลือแห่งประเทศไทย และกลุ่มเกษตรกรนาเกลือ ต.ลาดใหญ่ จ.สมุทรสงคราม เพื่อร้องขอความเป็นธรรมกรณีความเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกิน
นางเกตุแก้ว สำเภาทอง ประธานสมาพันธ์นาเกลือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เกษตรกรนาเกลือในพื้นที่ ต.ลาดใหญ่ กำลังประสบความเดือดร้อนอย่างหนักจากปัญหาที่ดินทำกินซึ่งเป็นนาเกลือซึ่งประกอบอาชีพสืบทอดกันมานานตั้งแต่บรรพบุรุษ บางคนอายุถึง 80-90 ปี แต่กลับถูกกล่าวหาว่าบุกรุกโดยไม่มีการพูดคุยเจรจา ผลกระทบนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,200 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของนาเกลือในจังหวัด มีเกษตรกรกว่า 50 ครอบครัวใหญ่ที่ผลิตเกลือได้ปีละประมาณ 20,000 ตันได้รับผลกระทบ
ขณะนี้มีผู้เฒ่าผู้แก่ถูกดำเนินคดีแล้ว 5 ราย โดยศาลสั่งจำคุก 6 เดือนและลดโทษเหลือ 3 เดือน ซึ่งอยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์ ส่วนที่เหลืออีกกว่า 20 รายกำลังถูกเร่งรัดดำเนินคดีเช่นกัน เกษตรกรมองว่าจังหวัดลุแก่อำนาจเกินไป จึงต้องมาพึ่งพากลไกของรัฐสภาเพื่อขอความเป็นธรรม เนื่องจากราคาเกลือปัจจุบันก็ต่ำมาก และการสูญเสียที่ดินจะทำให้อาชีพภูมิปัญญาที่ส่งต่อมารุ่นสู่รุ่นต้องสูญสิ้นไป
นางเกตุแก้ว กล่าวด้วยความอัดอั้น "พี่น้องชาวนาเกลือเป็นอาชีพเฉพาะ ไม่ใช่ว่าใครจะทำได้ และที่ดินก็เป็นที่ดินเฉพาะ ไม่ใช่ว่าตรงไหนจะทำนาเกลือได้เลย พื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่สำคัญ อาชีพนี้ต้องผ่านรุ่นสู่รุ่น ผ่านภูมิปัญญามามาก ราคาเกลือเองก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เราพยายามประกอบสัมมาอาชีพผลิตเกลือให้คนไทย แต่สิ่งที่ได้รับมันหดหู่และปวดร้าวเหลือเกิน การจะเอาพื้นที่คืนพูดกับเราดีๆ ก็ได้ ไม่ต้องถึงขนาดเอาภาษีมาไล่บี้กัน วันนี้เราจึงมาร้องขอความยุติธรรม ขอความเป็นธรรมให้เราสักนิดเถอะ"
ที่ปรึกษาสมาพันธ์นาเกลือแห่งประเทศไทย ระบุว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดิน น.ส.ล. พื้นที่รวมกว่า 1,800 ไร่ ตามประกาศปี 2506 ซึ่งแบ่งให้กรมประมงไป 300 กว่าไร่ คงเหลือพื้นที่ 1,237 ไร่ แม้เกษตรกรจะยื่นขอพิสูจน์สิทธิ์แต่ทางจังหวัดกลับอ้างว่าดำเนินการแล้วโดยยังไม่มีการอ่านแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ
ที่ผ่านมาไม่เคยมีการดำเนินคดีกับราษฎรที่อยู่มาตั้งแต่ปี 2500 แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดคนปัจจุบันกลับสั่งการให้ตำรวจระดมกำลังพนักงานสอบสวนมาดำเนินคดีกับชาวบ้านที่เหลืออีก 29 ราย เพื่อนำที่ดินไปทำโครงการเมืองใหม่สมุทรสงคราม เช่น หอคอย ศูนย์กีฬา และโรงพยาบาล โดยไม่มีการพูดคุยเรื่องการเยียวยาหรือหาที่อยู่ใหม่ ทั้งที่ชาวบ้านอยู่กันมาเป็นรุ่นที่ 3 และ 4 แล้ว ซึ่งความบกพร่องนี้เกิดจากการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่เคยผ่านการเป็นนายอำเภอมาก่อน จึงไม่เข้าใจบริบทความทุกข์ร้อนของประชาชน
นายรังสิมันต์ โรม กล่าวรับเรื่องโดยยืนยันว่ารัฐมีหน้าที่ดูแลประชาชนไม่ให้กลายเป็นคนไร้บ้าน และการแก้ปัญหาที่ดินทำกินเป็นนโยบายที่ทุกรัฐบาลต้องให้ความสำคัญ ปัญหาที่เกิดขึ้นมักมาจากต่างฝ่ายต่างทำงานและโยนความเดือดร้อนให้ประชาชนแบกรับ ซึ่งกรรมาธิการจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาเพื่อหาทางแก้ไขอย่างเต็มที่
โดยเห็นว่าหากชาวบ้านมีความผิด หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องก่อนหน้านี้ก็น่าจะมีส่วนผิดด้วย นอกจากนี้ ในวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ จะมอบหมายให้นายเลาฟั้ง
บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านที่ดิน ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเบื้องต้นและหารือกับทุกฝ่าย นายรังสิมันต์ย้ำว่าการใช้ทรัพยากรรัฐดำเนินคดีกับประชาชนจนล้นคุกนั้นไม่ใช่ประโยชน์ของประเทศ และสิทธิในอาชีพ ที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย คือสิ่งที่รัฐต้องคุ้มครอง โดยจะประสานงานผ่านนายอานุภาพ สส.ในพื้นที่ เพื่อแจ้งความคืบหน้าให้ชาวบ้านทราบต่อไป








