วันที่ 8 ก.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...
"กฎหมายคือกฎหมาย ไม่วิบัติเพื่อใคร! จับตามติ 6-3 หรือ 9-0 ชี้ชะตา พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน"
สวัสดีพี่น้องประชาชนคนไทยทุกท่านครับ...
ในวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคมนี้ หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องบันทึกหมุดหมายสำคัญอีกครั้ง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดนัดอ่านคำวินิจฉัยชี้ชะตาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก. กู้เงินพลังงาน 4 แสนล้านบาท จากคำร้องของเพื่อนสมาชิก ส.ส. พรรคร่วมฝ่ายค้านจำนวน 133 คน
ในฐานะที่ผมเฝ้าติดตามและวิเคราะห์เกมการเมืองบนพื้นฐานของกติกามาโดยตลอด จึงทำให้การวินิจฉัยครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องดุลอำนาจทางการเมือง แต่มันคือการพิสูจน์ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของระบบกฎหมายไทย ซึ่งผมมีมุมมองเชิงวิเคราะห์และข้อสังเกตเชิงลึกที่อยากชวนทุกท่านคิดตามดังนี้ครับ
1. ด้วยการขึงหลักนิติธรรม มาตรา 3 วรรคสอง: ว่ากฎหมายก็คือกฎหมาย
แกนกลางในการสร้างชาติและระบบยุติธรรม คือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง ที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม”
ในส่วนของแนวทางคำวินิจฉัยนั้น แม้ในทางวิชาการและการวิเคราะห์จากหลายฝ่ายจะมองฉากทัศน์ว่า ศาลอาจมีแนวทางวินิจฉัยแยกเป็นรายส่วนเฉพาะบางแผนงานได้ (เช่น แยกส่วนเยียวยาเฉพาะหน้าออกจากส่วนลงทุนระยะยาว) แต่ในมุมมองของผมเห็นว่า ตามการตีความรัฐธรรมนูญ มีน้ำหนักที่ศาลจะพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก. ทั้งฉบับ มากกว่าการแยกวินิจฉัยเป็นรายส่วน เพื่อประเมินว่ากระบวนการตรากฎหมายพิเศษของฝ่ายบริหารในภาพรวม นั้นเป็นไปตามเงื่อนไขตามกติกาการตรวจสอบถ่วงดุลหรือไม่
2. ในแง่คิดจากประวัติศาสตร์ ถอดบทเรียนวินัยการเงินการคลัง
หากมองย้อนดูหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แม้จะเป็นคนละกระบวนการทางนิติบัญญัติ แต่เราสามารถนำมาใช้เปรียบเทียบในเชิงหลักวินัยการเงินการคลังได้เป็นอย่างดี เช่น กรณี ร่าง พ.ร.บ. กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท (พ.ศ. 2557) ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ร่างกฎหมายกู้เงินดังกล่าวตกไป เนื่องจากข้อเท็จจริงชี้ว่า โครงการลงทุนระยะยาวบางส่วนไม่มีลักษณะความจำเป็นรีบด่วนที่ต้องกู้นอกระบบงบประมาณปกติ
นี่คือเครื่องสะท้อนว่า การใช้อำนาจทางการเงินนอกระบบงบประมาณแผ่นดิน หากนำไปใช้ในโครงการลักษณะผูกพันระยะยาวที่ไม่เข้าเงื่อนไขฉุกเฉิน ย่อมเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด
3 ในด้านข้อสังเกตเชิงประจักษ์ มองถึงปมความเร่งด่วนอันมิอาจหลี่ยงได้
จากการประเมินเชิงวิเคราะห์ของผม ต่อข้อต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายที่โต้แย้งกัน นั้นมีปัจจัยและข้อเท็จจริง 3 ประเด็นหลักที่อาจส่งผลต่อน้ำหนักการพิจารณาเงื่อนไขตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 คือ
หนึ่ง ปมข้อเท็จจริงในเรื่อง พ.ร.บ. โอนงบประมาณ: ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา วุฒิสภาเพิ่งจะลงมติเห็นชอบผ่านร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย วงเงิน 10,328 ล้านบาท เข้าสู่งบกลางไว้ให้ใช้จ่ายฉุกเฉินเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสิ่งนี้เป็นข้อสังเกตสำคัญว่า รัฐบาลอาจยังมีเครื่องมือตามระบบงบประมาณปกติในการบริหารจัดการสถานการณ์เฉพาะหน้าได้
สอง ปมในการลดราคาน้ำมันสำเร็จแล้ว ซึ่งปัจจุบันท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินได้มีคำสั่งทางบริหารให้ปรับลดราคาน้ำมันลงเพื่อช่วยเหลือประชาชนสำเร็จแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทยอยปรับลดลงตามไปด้วย สิ่งนี้อาจสะท้อนในทางข้อเท็จจริงว่า วิกฤตการณ์ด้านพลังงานได้รับการบรรเทาลงได้ด้วยกลไกปกติแล้ว
สาม ปมในเรื่องแผนงานระยะยาว การที่นำเงินกู้นอกงบประมาณมาใช้ในแผนงานระยะยาว (เช่น แผนงานเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้าน) อาจถูกมองว่าขัดกับเจตนารมณ์ในมาตรา 172 ที่มุ่งเน้นเฉพาะเหตุฉุกเฉินรีบด่วน และอาจสร้างความเสี่ยงต่อเพดานหนี้สาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนรองรับอย่างเพียงพอ
4. การประเมินฉากทัศน์และการบริหารความเสี่ยงทางการเมือง
ในการประเมินเชิงวิเคราะห์ของผม หากผลลัพธ์คำวินิจฉัยออกมาในทิศทางที่ไม่เป็นคุณต่อ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้วยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 หรือมติเด่นชัดในระดับ 9 ต่อ 0 ก็ตาม ถ้าพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคสาม จะทำให้ พ.ร.ก.ฉบับนี้จะไม่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ต้น
ถึงแม้ทางกฎหมายจะไม่มีบทบัญญัติบังคับให้ ครม. ต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่ในทางรัฐศาสตร์ รัฐบาลย่อมต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่ด้านกระแสสังคมและความเชื่อมั่น ทำให้ตรงจุดนี้เอง จึงมองให้เห็นถึงยุทธวิธีบริหารความเสี่ยงทางการเมืองจากภาพการร่วมโต๊ะ "ทานโจ๊ก" ของแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งใหญ่ เพื่อเป็นทางออกในการแก้วิกฤตศรัทธาและเปลี่ยนหน้าฉากการเมืองเพื่อเรียกความมั่นใจของประชาชนกลับคืนมา
ในขณะเดียวกัน ด้วยเสถียรภาพขุมกำลัง 292 เสียง ที่ปึกแผ่น ย่อมสามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านกลับเข้าสู่ เส้นทางนิติบัญญัติปกติ ด้วยการเสนอ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม (งบกลางปี) เพื่อช่วยเหลือประชาชนด้านพลังงานผ่านกลไกการตรวจสอบของรัฐสภาได้อย่างราบรื่นและชอบธรรมครับ
บทสรุปความคิดสำหรับผม
ในด้านการเมืองจะพลิกแพลงอย่างไรก็ตาม แต่ "หลักกฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์และไม่วิบัติ" เพราะกฎหมายคือแกนหลักในการสร้างชาติ
ถ้ามองการประเมินเกมล่วงหน้าของรัฐบาลชี้ให้เห็นว่า การรักษาเอกภาพ 292 เสียงไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่พร้อมรองรับทุกฉากทัศน์คำวินิจฉัยหลังจากนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาในแนวทางใด รัฐบาลก็พร้อมขับเคลื่อนนโยบายเพื่อประชาชน ควบคู่ไปกับการรักษาครรลองของหลักรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรมอย่างสง่างามที่สุดครับ. สุดท้ายผลจะออกอย่างไรมีปรับ ครม อย่างแน่นอน... ฟันธง....ครับ
ทุกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้ คอมเมนต์พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างสร้างสรรค์ด้านล่างได้เลยครับ
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการวิเคราะห์และคาดการณ์มุมมองเชิงรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ของผู้เขียนบนพื้นฐานข้อมูลความสัมพันธ์ทางการเมือง มิใช่ข้อยืนยันหรือการชี้นำผลลัพธ์ล่วงหน้าของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
#สามารถเจนชัยจิตรวนิช #หลักนิติธรรม #มาตรา3วรรคสอง #มาตรา172 #เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ #พรบโอนงบประมาณ2569 #ปรับครม #แก้วิกฤตศรัทธา #พรกเงินกู้พลังงาน #รัฐบาลอนุทิน #วิเคราะห์การเมือง








