วันที่ 6 ก.ค.2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เผยแพร่บทความ ในหัวข้อ
" คำพิพากษาพลัส 60 : 40 ทางออกที่ศาลรัฐธรรมนูญอาจเลือก"
คดีพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งคำวินิจฉัยที่ถูกจับตามากที่สุด เพราะไม่เพียงกำหนดชะตาของรัฐบาล หากยังอาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญของการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ในยามที่ประเทศเผชิญวิกฤต
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ศาลจะให้ผ่านหรือไม่ผ่าน” แต่คือ ศาลจะวางหลักกฎหมายอย่างไร เพื่อให้รัฐบาลมีพื้นที่ในการรับมือวิกฤต ขณะเดียวกันก็ไม่เปิดช่องให้การออกพระราชกำหนดกลายเป็นเรื่องปกติ
หากประเมินจากองค์ประกอบทั้งหมด ทั้งข้อเท็จจริงในช่วงเวลาที่รัฐบาลตัดสินใจออกพระราชกำหนด สถานการณ์เศรษฐกิจโลก รวมถึงแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีต มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ผลจะออกมาในลักษณะ “ผ่าน…แต่มีข้อสังเกต”
หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น “คำพิพากษาพลัส” กล่าวคือ รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการออกพระราชกำหนด แต่เพิ่มเติมข้อแนะนำเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณในระยะต่อไป
หากย้อนเวลากลับไปในวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติออกพระราชกำหนด ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากภายนอกอย่างรุนแรง อาทิ วิกฤตตะวันออกกลางกำลังปะทุราคาพลังงานโลกผันผวน ความเสี่ยงที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านจะขยายวงยังอยู่ในระดับสูง
ประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นสัดส่วนมาก ย่อมหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ ในเวลาเดียวกัน ภาคธุรกิจกำลังแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น กำลังซื้อของประชาชนเริ่มอ่อนแรง และความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะ “เงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว” ก็ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง
เมื่อมองจาก “ข้อเท็จจริง ณ วันที่ออกพระราชกำหนด” มากกว่ามองจาก “ข้อเท็จจริงในวันนี้” จึงมีเหตุผลรองรับไม่น้อยที่ศาลอาจเห็นว่า รัฐบาลมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเพียงพอตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 เพราะศาลย่อมพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายจากสภาพการณ์ในขณะที่มีการใช้อำนาจ มิใช่นำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังมาย้อนตัดสินการตัดสินใจในอดีต
ยิ่งเมื่อวงเงินกู้ 200,000 ล้านบาทแรก ถูกนำไปใช้บรรเทาค่าครองชีพ ผ่านมาตรการช่วยเหลือประชาชนและโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จนช่วยประคับประคองกำลังซื้อและลดแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจ ก็ยิ่งทำให้เหตุผลเรื่อง “ความจำเป็นเร่งด่วน” มีน้ำหนักมากขึ้น ในทางกฎหมาย นี่คือส่วนที่รัฐบาลน่าจะมีฐานรองรับเชิงเหตุผลค่อนข้างแข็งแรง
แต่ประเด็นที่ละเอียดอ่อนกว่า คือวงเงินอีก 200,000 ล้านบาท สำหรับการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ
แน่นอนว่า ในเดือนพฤษภาคม รัฐบาลย่อมมีเหตุผลที่จะเห็นว่าความมั่นคงทางพลังงานเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะไม่มีใครรู้ว่าวิกฤตอ่าวเปอร์เซียจะบานปลายเพียงใด ไม่มีใครรับประกันได้ว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านจะยุติลงเมื่อไร ดังนั้น หากศาลจะวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็สามารถอธิบายได้อย่างมีเหตุผล
อย่างไรก็ตาม เวลาที่ผ่านไปย่อมทำให้ข้อเท็จจริงบางส่วนเปลี่ยนแปลง อีกทั้งขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 กำลังอยู่ในกระบวนการของรัฐสภา และคาดว่าจะประกาศใช้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นั่นหมายความว่า ภารกิจด้านการปรับโครงสร้างพลังงานอาจสามารถดำเนินการผ่านงบประมาณปกติได้
หากศาลจะมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า รัฐบาลควรพิจารณาใช้กลไกงบประมาณประจำปีสำหรับวงเงินส่วนนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะนั่นไม่ใช่การปฏิเสธอำนาจของรัฐบาล แต่เป็นการสะท้อนหลักการสำคัญว่า เมื่อสถานการณ์ฉุกเฉินเริ่มคลี่คลาย รัฐก็ควรกลับเข้าสู่กระบวนการงบประมาณตามปกติ
จึงอาจกล่าวได้ว่า คำวินิจฉัยครั้งนี้อาจออกมาในลักษณะ “60 : 40” หรือ “คำวินิจฉัยพลัส”
หกสิบเปอร์เซ็นต์ คือรับรองว่าการออกพระราชกำหนดเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 172 เพราะในห้วงเวลานั้น ประเทศกำลังเผชิญสถานการณ์ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งและเร่งด่วน
สี่สิบเปอร์เซ็นต์ คือการให้ข้อสังเกตว่า การใช้เงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะต่อไป รัฐบาลอาจพิจารณาปรับไปดำเนินการผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 แทน หากเห็นว่าสถานการณ์เอื้ออำนวย
ทั้งนี้ การตัดสินใจเชิงนโยบายยังคงเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร
อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือหากศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมีเสียงตุลาการไม่น้อยกว่า 6 ใน 9 คน จึงจะเป็นมติของศาล เงื่อนไขดังกล่าวทำให้คำวินิจฉัยคดีนี้ไม่ใช่เพียงการนับคะแนนเสียงธรรมดา แต่ต้องอาศัยฉันทามติในระดับสูงขององค์คณะ
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ “เหตุผล” ที่ศาลใช้รองรับคำวินิจฉัย เพราะเหตุผลเหล่านั้นจะกลายเป็นบรรทัดฐานสำหรับรัฐบาลในอนาคต ว่าเมื่อใดจึงจะถือว่าเกิด “ความจำเป็นเร่งด่วน” ตามมาตรา 172 และเมื่อใดที่รัฐควรกลับเข้าสู่กระบวนการงบประมาณปกติ
หากศาลสามารถรักษาสมดุลระหว่างการเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายบริหารรับมือวิกฤต กับการคุ้มครองหลักนิติรัฐและบทบาทของรัฐสภาได้ คำวินิจฉัยครั้งนี้ก็อาจไม่ได้เป็นเพียงคำตอบของคดีหนึ่งเท่านั้น แต่จะเป็นหลักไมล์สำคัญของกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยในอนาคต"








