ในโลกของการเมืองไทย ไม่มีหมากเกมใดที่ไร้ความเสี่ยง ! วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงอ่านคำวินิจฉัยในกรณีที่พรรคฝ่ายค้าน นำโดย “พรรคประชาชน” ยื่นคำร้องให้วินิจฉัยว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลภายใต้การนำของ “พรรคภูมิใจไทย” ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ?
คำวินิจฉัยในวันนั้น ไม่เพียงแต่จะกำหนดทิศทางเม็ดเงินแสนล้าน แต่อาจส่งแรงสั่นสะเทือนระดับสึนามิ ชี้ชะตาว่านายกรัฐมนตรีที่ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” จะยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ผู้นำตึกไทยคู่ฟ้าต่อไป หรือต้องเก็บของกลับบ้าน
1. หมากแยกปลาออกจากน้ำ : ยุทธศาสตร์ยื่นคำร้องของฝ่ายค้าน
หากมองย้อนกลับไป รัฐบาลได้ออกแบบ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทฉบับนี้ เป็น “แพ็กเกจคู่” ที่ผสมผสานระหว่างเรื่องเฉพาะหน้ากับเรื่องระยะยาว
- ก้อนที่ 1 (2 แสนล้านบาท): อัดฉีดโครงการเยียวยาประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
- ก้อนที่ 2 (2 แสนล้านบาท): เม็ดเงินสำหรับปรับโครงสร้างและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานระยะยาว
โดยพรรคประชาชนและพันธมิตรฝ่ายค้าน “เลือกที่จะไม่แตะต้องเงินก้อนแรก” เพื่อปิดประตูไม่ให้รัฐบาลนำไปโจมตีได้ว่าฝ่ายค้าน “เตะสกัดเงินเยียวยาประชาชน” แต่พวกเขากลับพุ่งเป้าไปที่ “เงินก้อนที่สอง” โดยตั้งคำถามตัวโตๆ ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า “การลงทุนระยะยาวด้านพลังงาน มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 จริงหรือ หรือเป็นเพียงแค่การลักไก่กู้เงินนอกระบบงบประมาณปกติ เพื่อหนีการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร ?”
2. ดาบสองคม ของการชิง “จ่ายก่อน” ระหว่างรอคำวินิจฉัย
ในแง่กฎหมาย พ.ร.ก. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา รัฐบาลภูมิใจไทยจึงมีอำนาจเต็มในการเดินหน้ากู้เงินและเบิกจ่ายเงินในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” มาแล้วกว่าเดือน โดยไม่ต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
แต่การชิงเล่นบท “สายเปย์” อัดฉีดเงินลงพื้นที่ไปก่อนนั้น เปรียบเสมือนเหรียญสองด้านที่แบกความเสี่ยงไว้มหาศาล
เพราะหากผลการวินิจฉัยในวันที่ 9 กรกฎาคม ออกมาว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ (ด้วยมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 6 จาก 9 เสียงของตุลาการฯ) ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ให้พระราชกำหนดนั้นไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น”
และถ้ากฎหมายไม่มีผลบังคับใช้มาแต่ต้น จะเท่ากับว่าเงินที่รัฐบาลภูมิใจไทยควักจ่ายประชาชนไปแล้วตลอด 1 เดือนกว่าที่ผ่านมา กลายเป็นการจ่ายเงินแผ่นดินโดย “ไม่มีกฎหมายรองรับ” ทันที ซึ่งจะเปิดแผลฉกรรจ์ให้ฝ่ายค้านลากขึ้นเขียงยื่น ป.ป.ช. เอาผิดคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ (มาตรา 157) ได้ในไม้ถัดไป
3. ฉากทัศน์ชี้ชะตา: ใครจะชนะในเกมนี้ ?
เมื่อประเมินทิศทางลมทางการเมือง ฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 9 กรกฎาคม สามารถออกได้ 3 ฉากทัศน์ ดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1: รัฐบาลรอดฉลุย (ศาลฯ วินิจฉัยว่า “ไม่ขัด”)
หากเสียงผู้วินิจฉัยว่าขัด มีไม่ถึง 6 เสียง พ.ร.ก. จะเดินหน้าต่อสมบูรณ์ 100% เสถียรภาพของนายกฯ อนุทินจะแข็งแกร่งขึ้นทันที ทว่าสิ่งที่ตามมาคือคำถามที่ว่า นี่จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ให้รัฐบาลในอนาคต สามารถใช้ช่องทาง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มาซุกซ่อนงบลงทุนระยะยาวเพื่อหนีการตรวจสอบของสภาฯ ได้เรื่อยๆ หรือไม่ ?
ฉากทัศน์ที่ 2: รัฐบาลพังทลาย (ศาลวินิจฉัยว่า “ขัดทั้งฉบับ”)
หากศาลรัฐธรรมนูญลงมติล้ม พ.ร.ก. ทั้งฉบับ แม้จะไม่มีกฎหมายบังคับให้นายกฯ ต้องไขก๊อก แต่วิกฤตความชอบธรรมทางเมืองบวกกับระเบิดเวลาเรื่อง “การคลังที่ไม่มีกฎหมายรองรับ” จะกลายส่งแรงกดดันมหาศาลบีบให้ นายกฯ อนุทิน มีทางเลือกเหลือแคบมาก ระหว่าง “ลาออก” เพื่อรับผิดชอบในฐานะผู้นำรัฐบาล หรือ “ยุบสภา” เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน
ฉากทัศน์ที่ 3: ทางลงแบบวิน-วิน (ศาลวินิจฉัยว่า “ขัดบางส่วน”)
นี่คือฉากทัศน์ที่หลายคนประเมินว่า มีโอกาสเกิดขึ้นได้ โดยศาลอาจนำ “หลักความสามารถแยกส่วนจากกันได้” มาปรับใช้ คือวินิจฉัยให้เงินก้อนแรก (เยียวยา) เดินหน้าต่อได้เพราะฉุกเฉินจริง แต่สั่งให้เงินก้อนที่สอง (ลงทุนพลังงาน) ตกไปเพราะไม่เร่งด่วน
รัฐบาล : เจ็บแต่ไม่ตาย เงินเยียวยาถึงมือประชาชนตามเป้า เสถียรภาพยังอยู่ แค่ต้องนำงบพลังงานกลับไปเข้าระบบงบประมาณปกติ
ฝ่ายค้าน : ประกาศชัยชนะได้เต็มปากว่า ทำหน้าที่พิทักษ์วินัยการเงินการคลังและหยุดการ “ตีเช็คเปล่า” ของรัฐบาลได้สำเร็จ โดยไม่ตกเป็นจำเลยสังคมว่า ขวางเงินเยียวยาประชาชน
4. บทสรุปที่ต้องขบคิด
ไม่ว่าผลจะออกมาในหน้าใด วันที่ 9 กรกฎาคม นี้ จะไม่ใช่แค่การชี้ชะตาเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ อนุทิน ชาญวีรกูล เท่านั้น แต่จะทำให้เห็นว่า บรรทัดฐานเรื่องวินัยการเงินการคลังของประเทศไทย จะถูกขยับเพดานไปอยู่ที่ตรงไหน
รัฐบาลจะสามารถใช้เหตุผลเรื่องเศรษฐกิจมาออกกฎหมายพิเศษได้ตามใจชอบ หรือฝ่ายสภาฯ จะยังคงรักษาอำนาจในการตรวจสอบเงินภาษีของประชาชนเอาไว้ได้ ?
9 กรกฎาคมนี้ รู้คำตอบพร้อมกันทั้งประเทศ !
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








