“ไอติม” ดักทางศาลรธน.ชี้ชะตาพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน! ซัดรัฐบาลจงใจหนีตรวจสอบลักไก่ชงเองอนุมัติเอง ลั่นถ้าศาลตัดสิน“ขัด”นายกฯต้องรับผิดชอบทางการเมือง
“ไอติม-พริษฐ์” กางจุดยืนพรรคประชาชนจับตาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 9 กรกฎาคมนี้ ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซัดเจตนาชัดลักไก่ใช้ช่องทางพิเศษหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากสภาฯ แทนที่จะใช้งบประมาณแผ่นดินตามปกติ ชี้ตั้งคณะกรรมการกรองกันเองไม่ต่างจาก "ชงเองอนุมัติเอง" ประกาศกร้าวหากศาลให้ผ่าน ฝ่ายค้านพร้อมคว่ำในสภา แต่หากศาลชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีต้องแสดงสปิริตรับผิดชอบทางการเมืองทันที
วันที่ 7 ก.ค. 2569 เวลา 08.55 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ เกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. .... วงเงิน 400,000 ล้านบาท ว่าเป็นประเด็นสำคัญที่พรรคประชาชน และพรรคร่วมฝ่ายค้านกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด ตนคิดว่าแนวทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกเป็น 2 แนวทาง คืนหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า "ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ" ตัวร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้จะต้องถูกส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง ยืนยันว่า พรรคประชาชนไม่สามารถลงมติเห็นด้วยกับ พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาทนี้ได้ โดยเฉพาะเงินก้อนหลังจำนวน 200,000 ล้านบาท ที่อ้างว่าจะนำไปใช้ในโครงสร้างพื้นฐานและการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน
"เราเห็นว่าโครงการลักษณะนี้สามารถผลักดันและเสนอผ่านกลไกงบประมาณปกติได้ ซึ่งสภาฯ จะมีเครื่องมือในการตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ การที่รัฐบาลจงใจนำเรื่องนี้ไปใส่ไว้ใน พ.ร.ก.เงินกู้ ถือเป็นความตั้งใจที่จะหลีกหนีการตรวจสอบของสภาฯ โดยใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย ดังนั้นหากเข้าสภาฯ จุดยืนเราคือไม่เห็นด้วยแน่นอน" นายพริษฐ์ กล่าว
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า "ขัดรัฐธรรมนูญ" หากผลออกมาในแนวทางนี้ รัฐบาลจะต้องเผชิญกับการรับผิดชอบครั้งใหญ่ใน 2 ส่วน คือ 1. ความรับผิดชอบทางการคลัง ว่าเงินในส่วนที่กู้ล่วงหน้าไปแล้ว (ถ้ามี) จะต้องบริหารจัดการอย่างไร และ 2. ความรับผิดชอบทางการเมือง
"หากอ้างอิงตามธรรมเนียมปฏิบัติในอดีต หาก พ.ร.ก. ถูกสภาฯ โหวตคว่ำ นายกรัฐมนตรีจะต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการยุบสภาหรือลาออก แต่ในกรณีนี้หากถูกคว่ำโดยศาลรัฐธรรมนูญ แม้จะไม่มีธรรมเนียมในอดีตให้เทียบเคียงโดยตรง แต่ผมคิดว่าอย่างไรเสีย รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีก็ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองทางใดทางหนึ่งเพื่อเป็นมาตรฐาน"
เมื่อถามถึงข้อสังเกตว่า เม็ดเงินบางส่วนใน พ.ร.ก.กู้เงินก้อนนี้ มีลักษณะเนื้อหาที่คล้ายคลึงและอาจไปซ้ำซ้อนกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องความซ้ำซ้อนในเชิงตัวเลขคงต้องรอตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกอีกครั้ง แต่สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้คือ กระบวนการและวิธีการใช้งบประมาณ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลนำไปใส่ไว้ใน พ.ร.ก.เงินกู้ โดยเฉพาะก้อนหลังจำนวน 300,000 ล้านบาท เป็นเรื่องที่ควรทำผ่านกระบวนการงบประมาณแผ่นดินปกติ เพราะจะทำให้สภาฯ สามารถตรวจสอบได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนผ่านคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) ซึ่งปัจจุบันการพิจารณางบปี 70 ก็มีการถ่ายทอดสดให้ประชาชนร่วมจับตาอยู่
"ในทางกลับกัน พอรัฐบาลเลือกที่จะดึงเม็ดเงินก้อนนี้ไปไว้ใน พ.ร.ก.เงินกู้ มันทำให้กลไกการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรเอื้อมไปไม่ถึงอย่างที่ควรจะเป็น และที่แย่ไปกว่านั้น คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อคัดกรองอนุมัติเงินกู้ ก็ล้วนแต่เป็นคนของฝ่ายบริหารเองทั้งสิ้น สภาพมันจึงกลายเป็นการ 'ชงเองอนุมัติเอง' ภายในรัฐบาล โดยไม่มีการคานอำนาจจากตัวแทนของประชาชน" นายพริษฐ์ กล่าว








