"ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" หัวหน้าพรรคประชาชน หนุนคณะกรรมาธิการการทหาร จัดเสวนารับฟังความเห็นร่างกฎหมายความร่วมมือทางเศรษฐกิจฯ หวังคลอดนโยบาย "Offset Policy" ปฏิรูปเกณฑ์ซื้ออาวุธกองทัพ บีบเอกชนข้ามชาติพ่วงเงื่อนไขลงทุนอุตสาหกรรมอนาคตในไทย เช่น พลังงานสะอาด ตั้งเป้าดึงสภาพัฒน์ร่วมกำหนดทิศทางเพื่อเปลี่ยนไทยจาก "ผู้ซื้อ" ก้าวสู่การเป็น "ผู้สร้าง" ยุทโธปกรณ์ระดับโลก
วันที่ 3 ก.ค.2569 เวลา 08.55 น.ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดงานเสวนารับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนาอุตสาหกรรม พ.ศ. ...โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมสมองจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจความมั่นคงของประเทศ
ทั้งนี้ก่อนเข้าร่วมงานเสวนา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางของกฎหมายฉบับนี้ว่า เป็นความตั้งใจของพรรคที่ต้องการผลักดันนโยบาย "Offset Policy" หรือมาตรการชดเชยการจัดซื้อจัดจ้างยุทโธปกรณ์ ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากประเทศที่ทำหน้าที่เป็นเพียง "ผู้ซื้อ" ให้สามารถก้าวขึ้นมาเป็น "ผู้สร้าง" เทคโนโลยีและอาวุธได้ด้วยตัวเองในอนาคต
"พรรคประชาชนมีร่างกฎหมายเกี่ยวกับการทำ Offset Policy ที่ต้องการปรับเปลี่ยนให้หน่วยงานผู้ขับเคลื่อนหลักไม่ใช่กองทัพเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรดึงรัฐบาลและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดเงื่อนไขในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ด้วย" นายณัฐพงษ์ กล่าว
หัวหน้าพรรคประชาชน อธิบายเพิ่มเติมถึงรูปแบบนโยบายว่า ที่ผ่านมาการจัดซื้ออาวุธจะเป็นการยื่นข้อเสนอในลักษณะราคาเดียวที่จ่ายเงินแล้วได้เพียงอาวุธกลับมา แต่ร่างกฎหมายใหม่นี้จะเปิดโอกาสให้มีข้อเสนออีกรูปแบบที่พ่วงเงื่อนไขด้านการพัฒนาเศรษฐกิจเข้าไปด้วย ตัวอย่างเช่น การกำหนดข้อตกลงร่วมกันเพื่อชักชวนให้บริษัทเอกชนข้ามชาติและกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศที่ขายอาวุธให้ไทย ต้องเข้ามาร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายต่าง ๆ ภายในประเทศเพิ่มเติม อาทิ การลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หรือการยื่นนโยบายเพื่อตอบแทนทางอ้อมในมิติเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า งานเสวนาในครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่มีผู้แทนจากหลากหลายภาคส่วนมาร่วมแลกเปลี่ยน ทั้งคณะทูตานุทูต ผู้แทนบริษัทเอกชนจากต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพผลิตอาวุธส่งออกอยู่แล้ว ซึ่งข้อมูลและความเห็นที่ได้รับในวันนี้ จะนำไปสู่ความชัดเจนในการปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าวให้สมบูรณ์และขับเคลื่อนได้จริงต่อไป








