วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เข้ายื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้จำนวน 3 ฉบับ ต่อตัวแทนประธานสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ, ร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และร่าง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า โดยเน้นการแก้ไขปัญหาการทับซ้อนระหว่างเขตป่ากับที่ดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมและการดำเนินชีวิตตามปกติ
เนื่องจากการไม่มีเอกสารรับรองสิทธิ์ที่ถูกต้องทำให้ประชาชนตกอยู่ในสถานะผู้บุกรุกป่าในทางกฎหมาย การเสนอแก้กฎหมายครั้งนี้จึงมุ่งหวังให้เกิดการเร่งรัดปลดล็อกพื้นที่ทับซ้อนเพื่อออกเอกสารรับรองสิทธิ์ที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม แม้จะไม่ใช่โฉนดที่ดินแต่จะช่วยให้ประชาชนอยู่อาศัยได้โดยไม่ผิดกฎหมาย และช่วยให้หน่วยงานรัฐสามารถเข้าไปส่งเสริมอาชีพ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ที่ดินที่ยั่งยืน รวมถึงจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง
"ประเด็นที่สองคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ชุมชนในเขตป่า ซึ่งสำคัญมากโดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่ถนนหนทางไม่ดีและประชาชนเดือดร้อน แม้หน่วยงานรัฐจะมีอำนาจและงบประมาณแต่เมื่อยังทับซ้อนกับเขตป่าอยู่ หน่วยงานที่มีอำนาจจริงไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่น การไฟฟ้า หรือกรมทางหลวง เวลาจะเข้าไปดำเนินการต้องขออนุญาตตามกระบวนการขั้นตอนซึ่งช้ามาก ไม่ทันต่อความต้องการของประชาชน เราจึงต้องการไปปลดล็อกเงื่อนไขในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้หน่วยงานเหล่านี้สามารถลงไปทำหน้าที่เพื่อประชาชนได้จริงๆ"
สำหรับการเคลื่อนไหวดังกล่าว นายเลาฟั้งระบุว่าเคยมีการยื่นร่างกฎหมายเหล่านี้มาแล้วในสมัยสภาชุดที่ 26 ซึ่งร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เคยได้รับการบรรจุวาระแล้วแต่ต้องตกไปเพราะมีการยุบสภาเสียก่อน โดยกฎหมายกลุ่มนี้ถือเป็นเรื่องยากและซับซ้อนที่รัฐบาลมักไม่กล้าแก้ไข ทั้งที่มีชุมชนได้รับความเดือดร้อนจากการทับซ้อนเขตป่าอย่างน้อย 23,000 ชุมชน แบ่งเป็นในเขตป่าสงวนประมาณ 19,000 ชุมชน และในเขตอุทยานหรือเขตสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าอีกประมาณ 4,000 ชุมชน
ซึ่งอุปสรรคสำคัญนอกเหนือจากความยากของกฎหมายคือการคัดค้านจากกลุ่มผู้อนุรักษ์และการไม่เข้าใจข้อเท็จจริงในบางพื้นที่ เช่น กรณีทับลาน ที่ความจริงไม่มีสภาพป่าและมีการสำรวจแนวเขตไปหมดแล้วแต่สังคมยังคัดค้านจนทำให้การแก้ไขทำได้ยาก
นอกจากระดับนิติบัญญัติแล้ว พรรคประชาชนยังเน้นการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระดับนโยบายควบคู่ไปด้วย เนื่องจากประชาชนจำนวนมากไม่ยอมรับเงื่อนไขของนโยบาย คทช. (คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) ที่รัฐพยายามดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งทางพรรคพยายามผลักดันให้มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทั้งฝ่ายประชาชนและรัฐบาลเพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้
ทั้งนี้ หลังจากยื่นร่างกฎหมายแล้วจะต้องรอการบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสภาเพื่อพิจารณาในวาระที่ 1 รับหลักการ ก่อนจะมีการตั้งกรรมาธิการพิจารณารายมาตราในวาระที่ 2 และลงมติวาระที่ 3 เพื่อส่งให้วุฒิสภาพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป








