“ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์” สส.พรรคประชาชน ลุกอภิปรายงบประมาณปี 2570 อัดยับกระทรวง พม. จัดสรรงบย้อนแย้ง ตัดเงินสวัสดิการเด็กเล็ก-คนพิการ และแช่แข็งเบี้ยผู้สูงอายุยาวนาน 14 ปี แต่กลับทุ่มงบสร้างอาคาร เช่ารถไฟฟ้า และซื้อคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นเฉียดเท่าตัว สะท้อนภาพจำลองภาครัฐ ‘เดินเท่ล้วงกระเป๋าแต่ไม่มีเงินช่วยประชาชน’ จนคนยากจนต้องหันไปพึ่งอินฟลูเอนเซอร์ในโลกโซเชียลเพื่อความอยู่รอด
วันที่ 30 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระแรก วงเงิน 3.78ล้านล้านบาท เป็นวันที่สอง ต่อมา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการจัดสรรงบประมาณที่ลดเงินช่วยเหลือประชาชน แต่กลับไปเพิ่มงบอำนวยความสะดวกให้กับบุคลากรภายในหน่วยงาน โดยเฉพาะงบประมาณรวมของกระทรวง พม. ในปี 2570 ได้รับการจัดสรรอยู่ที่ 26,331 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีที่ผ่านมาถึง 1,954 ล้านบาท ส่งผลให้หน่วยงานในสังกัดบางแห่งถูกปรับลดงบประมาณลงเกินครึ่ง ทั้งที่เป็นงบประมาณที่มีความสำคัญเปรียบเสมือนฟูกรองรับชีวิตของประชาชน
นายณัฐชา กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าถูกปรับลดจาก 16,267 ล้านบาทในปี 2569 เหลือเพียง 15,810 ล้านบาทในปี 2570 ซึ่งสวนทางกับรายงานของยูนิเซฟ (UNICEF) ที่ระบุว่ายังมีเด็กเล็กตกหล่นจากระบบถึงร้อยละ 53 และในจำนวนนี้เป็นกลุ่มเด็กที่ยากจนที่สุดถึงร้อยละ 34.4 นอกจากนี้ เบี้ยความพิการที่เคยมีการหาเสียงไว้ว่าจะปรับเพิ่มจาก 800 บาท เป็น 1,000 บาทแบบถ้วนหน้า กลับยังไม่มีการปรับเพิ่มในงบประมาณปี 2570 เช่นเดียวกับเบี้ยผู้สูงอายุที่ไม่มีการปรับขึ้นเลยตั้งแต่ปี 2554 หรือถูกแช่แข็งมานานกว่า 14 ปีแล้ว ขณะเดียวกัน งบประมาณช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอื่นๆ ก็ถูกหั่นลงทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็น งบรายจ่ายจำเป็นพื้นฐานในสถานสงเคราะห์ ลดจาก 7 ล้านบาท เหลือ 1 ล้านบาท งบช่วยเหลือฉุกเฉิน ลดจาก 120 ล้านบาท เหลือ 96 ล้านบาท งบประมาณซ่อมแซมบ้านให้ผู้สูงอายุ ปรับลดโควตาช่วยเหลือเหลือเพียง 5,000 หลัง
นายณัฐชา ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ในขณะที่งบเยียวยาประชาชนลดลง แต่งบด้านบุคลากรและการบริหารจัดการกลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรสู่ความเป็นเลิศ ที่ได้รับงบเพิ่มจาก 25 ล้านบาท เป็น 54 ล้านบาท ซึ่งเมื่อดูรายละเอียดพบว่าถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างและปรับปรุงอาคารถึง 48.6 ล้านบาท และใช้ทำหลักสูตรอบรมอีก 3 ล้านบาท
“ค่าประชุม 1.9 ล้านบาท เพื่อจัดหลักสูตรให้เป็นเลิศในการดูแลพี่น้องประชาชน แต่เป็นเลิศแบบสิ้นไร้ไม้ตอก เดินไปอย่างเท่ล้วงกระเป๋าไม่มีตังค์ช่วยประชาชน” นายณัฐชากล่าว
สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังพบงบประมาณที่ส่อแววสิ้นเปลืองและชวนตั้งคำถามอีกหลายรายการ เช่น ค่าอาหารปริศนา 53 ล้านบาท ในปี 2569 โครงการเร่งรัดสวัสดิภาพมีการตั้งงบค่าอาหารสูงถึง 53 ล้านบาท แต่ในปี 2570 กลับลดเหลือเพียง 1 ล้านบาท จนน่าสงสัยว่าปีที่ผ่านมาใช้ไปกับอะไร งบยานพาหนะ: ปี 2569 เพิ่งจัดซื้อรถยนต์น้ำมันไป 106 ล้านบาท แต่ปี 2570 กลับตั้งงบเช่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ใหม่อีก 263 ล้านบาท งบระบบไอทีและคอมพิวเตอร์ ปี 2569 ซื้อไปแล้ว 140 ล้านบาท แต่ปี 2570 มีการตั้งงบซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่เพิ่มเป็น 283 ล้านบาท โดยเป็นการตัดงบช่วยเหลือฉุกเฉินของคนยากจนและคนพิการมาสมทบ
นายณัฐชา กล่าวถึงผลกระทบในสังคมว่า เมื่อประชาชนเดือดร้อนแต่กระทรวง พม. ไม่มีเงินช่วยเหลือ จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่คนยากจนต้องหันไปพึ่งพาโลกโซเชียลมีเดีย อินฟลูเอนเซอร์ หรือเอกชน จนกลายเป็นการ "ค้าความลำบาก" ใครที่มีเรื่องราวดราม่าที่น่าเวทนาและตรงคอนเซปต์เรียกยอดเอนเกจเมนต์ (Engagement) ได้ ก็จะได้รับเงินช่วยเหลือเจียดมาให้เป็นครั้งคราว ในขณะที่ปัจจุบัน ประเทศไทยยังมีสัดส่วนนักสังคมสงเคราะห์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ร้อยละ 2.14 แต่งบประมาณสนับสนุนด้านนี้กลับได้รับเพียง 1.4 ล้านบาท ดังนั้น กระทรวง พม. ควรเปลี่ยนบทบาทตัวเองจากผู้ลงมือปฏิบัติการ (Operator) มาเป็นผู้กำกับดูแลควบคุมมาตรฐาน (Regulator) เพื่อให้ประชาชนได้รับสวัสดิการที่ดี มีคุณภาพ และทั่วถึงอย่างแท้จริง








