วันที่ 24 มิ.ย. 2569 ที่อิมแพค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษ พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ งานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 38 (Thailand Safe@Work 2026) โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย
โดยนายกฯ กล่าวต่อว่า ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับสถานประกอบกิจการทุกแห่งที่ได้รับรางวัลความสำเร็จด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในวันนี้ ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม วันนี้ตนเข้ามาในงานนี้ทำให้นึกถึงวันเก่าๆ ของตนในอดีต ที่ตนได้อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความปลอดภัย ตนทำงานในฐานะวิศวกรที่ทำงานด้านการก่อสร้างมาก่อน และมีโอกาสได้ทำงานควบคุมการก่อสร้าง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สมัยทำภาคเอกชน ทำโรงงานอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมีโรงงานที่มีการใช้ความสามารถความชำนาญพิเศษในการดำเนินงาน
สิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ หรือแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการทำงานชนิดนั้นๆ และนั่นคือเรื่องความปลอดภัยคำว่าความปลอดภัย ไม่ใช่หมายความว่าความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมของการทำงานเท่านั้น แต่เน้นลงไปถึงความปลอดภัยของผู้ใช้แรงงานของคนทำงานทุกคน ตนทำงานอยู่มาบตาพุดเมื่อ 30 กว่าปีก่อนเป็นโปรเจกต์ไดเรกเตอร์ (ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ) สร้างโรงกลั่นน้ำมัน 2 โรงกลั่น รับงานจากบริษัท มี 2-3 ครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ จนทำให้มีการหยุดงานและมีการสูญเสีย ถ้ามีการดีแคร์เรื่องพวกนี้มาเมื่อไหร่ ตนต้องรีบแพ็คกระเป๋าจองตั๋วเครื่องบิน บินไปถึงสำนักงานใหญ่ของบริษัทผู้ว่าจ้าง ต้องรีบไป เพื่อไปแสดงความขอโทษและต้องไปพรีเซนต์งานว่าจะปรับปรุงการทำงานอย่างไร
นายกฯ กล่าวต่อว่า สิ่งเหล่านี้สมัยก่อนเรารู้สึกว่ามันสำคัญอย่างไร แต่พอไปเห็นบริษัทชั้นนำของโลกในสมัยนั้น ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของอาชีวอนามัย เรื่องของความปลอดภัยในการทำงานเป็นอันมาก ทำให้ตนซึมซับถึงความสำคัญนี้ และเมื่อกลับเข้ามามีระบบในการทำงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าเซฟตี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีแล้ว ถ้าโรงงานไหนหรือหน่วยงานไหนให้ความสำคัญกับเรื่องเซฟตี้ คนทำงานก็จะสามารถสร้างประสิทธิภาพของการทำงาน ออกมาได้มากกว่าการที่เราไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องพวกนี้ ซึ่งสมัยที่ตนเป็นผู้บริหารภาคเอกชนทุ่มเทเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เมื่อตนมีโอกาสได้มาเป็นรมว.สาธารณสุขก็มาเกี่ยวข้องกับเรื่องอาชีวอนามัย ทำให้การทำงานสอดคล้องกับทางกระทรวงแรงงานได้เป็นอย่างดี
เมื่อมาถึงในสมัยที่ตนเป็นรองนายกฯและกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน เรื่องนี้เข้ามาอยู่ในความรับผิดชอบของตนส่วนหนึ่ง และได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่วันนี้ได้เข้ามาเห็นความพร้อมและความมุ่งมั่นความตั้งใจของทุกท่านที่ได้จัดงานนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายใหม่ที่ดี เพราะเราไม่ได้เข้ามาปุ๊บแล้วมาพูดคุยกันเรื่องเซพตี้หรือเรื่องวิชาการอย่างเดียว
“ขอให้มั่นใจภายใต้การบริหารงานของนายจุลพันธ์ และภายใต้รัฐบาลของผมพร้อมที่จะให้การสนับสนุนและให้ความสำคัญและให้ความร่วมมือในทุกสิ่ง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในสภาวะงานของคนไทยทุกคน ตลอดจนผู้ใช้และงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่มาใช้แรงงานอยู่ในประเทศไทย เราต้องสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืนในทุกระดับ ป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ไม่ใช่เกิดอุบัติเหตุมาแล้วบอกว่าจ่าย 10 เดือน 5 เดือนจ่าย 10 ล้านบาทก็ไม่คุ้ม ไม่ว่าจะเป็นคนงานในระดับใดก็ตาม แต่ที่สำคัญคือชีวิตที่เขาต้องอยู่ต่อไป เราต้องไปจ่ายเงินให้ครอบครัวเขา บางทีคนเราไม่ชิน เขไม่อยากได้เงิน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือการแก้ไขที่ต้นทาง เชื่อว่าผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับเรื่องของเซฟตี้อยู่แล้ว“ นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า สิ่งที่เราไปกลัวว่าเขาจะย้ายฐานการผลิต แต่รัฐบาลนี้จะตรึงไม่ให้เขาย้ายฐานการผลิต เรามีดีมากมาย เรามีดีทั้งด้านคมนาคม ขนส่ง แต่สิ่งที่เราขาดคือแพ็กเกจที่เราจะดึงดูดการลงทุนความสนใจของต่างชาติ ตรงนี้เป็นหน้าที่รัฐบาลที่เราต้องดึงลูกค้า ดึงผู้ลงทุนไม่ให้ไปไหน ขอให้มั่นใจว่าพวกตน เกิดมาเป็นลูกเถ้าแก่ เกิดมาในขณะที่ผู้ปกครองทำโรงงานอุตสาหกรรมนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ก็เป็นลูกเถ้าแก่โรงงานเครื่องดื่ม ตนและคุณพ่อทำโรงงานเหล็กมาก่อน เราอยู่ในสภาพนี้อยู่แล้ว เรา 2 คนโตมากับโรงงาน สิ่งเหล่านี้อยู่ในยีนของพวกตนมาตั้งแต่เกิดแล้ว พวกตนโตในโรงงาน เรื่องที่มาถ่ายทอดกัน วันนี้เข้าใจโดยไม่ต้องมีล่ามและเปิดคู่มือที่ไหน เพราะเห็นมาตั้งแต่เด็ก จากนั้นนายกฯเดินเยี่ยมชมบูธต่างๆภายในงาน








