พรรคประชาชน จัดงาน โชว์วิสัยทัศน์นโยบาย AI "เท้ง" เปิดยุทธศาสตร์ TH-AI 5 ชั้น ชูเป้าหมายเปลี่ยนไทย "จากผู้ซื้อเป็นผู้สร้าง" สงสัยกู้เงิน 2 แสนล้าน ลงเปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือเอี่ยวธุรกิจการเมือง สะกิดรัฐบาลไร้ประชุมบอร์ดชาติ แต่เร่งสุมงบ TH-AI Passport
ิวันที่ 21 มิ.ย.69 พรรคประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายธีระชาติ ก่อตระกูล และนายนิธิกร บุญยกุลเจริญ อดีตผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จัดงานโชว์วิสัยทัศน์ด้านนโยบายดิจิทัลและAI ในหัวข้อ "ในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนโลก ประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหน" พร้อมแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญในวงการ ได้แก่ นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานธุรกิจระบบงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) , นายโดม เจริญยศ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) และนายโชค วิศวโยธิน ตัวแทนจากสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT)
ช่วงหนึ่งในงานนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หัวข้อที่ตนจะพูด คือ TH-AI โดยต้องการล้อกับโครงการ TH-AI Passport ซึ่งอยากให้ดูถึงแผน AI ของประเทศ ที่จริง ๆ แล้วควรเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ AI แห่งชาติที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อสมัยรัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนถึงวันนี้ยังไม่มีการประชุมใหม่เลย และเราได้ยินรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดันโครงการ TH-AI Passport เต็มที่ อยากให้คนไทยใช้ AI เป็น แต่กลายเป็นว่านายกรัฐมนตรีคนที่นั่งหัวโต๊ะ ยังไม่มีการเรียกประชุมเพื่อปรับแผน AI แต่อย่างใด
ถ้าตนและพรรคประชาชนได้มีโอกาสเข้าไปร่างแผน AI แห่งชาติใหม่ วัตถุประสงค์ของแผน AI แห่งชาติที่ดี มีอยู่ 3 ข้อหลัก ๆ ด้วยกันคือ 1. การเปลี่ยนจากผู้ซื้อเป็นผู้สร้าง โครงการ TH-AI Passport 1,500 กว่าล้านไม่รวมค่าโฆษณาเป็นแค่การเช่าในระยะเวลา 1 ปี แล้วหมดไป ซึ่งมันก็มีประโยชน์แต่ความจริงเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเงิน 1,500 กว่าล้าน กำลังลงไปที่การซื้อไม่ใช่การสร้าง 2. การลงทุน AI ควรสร้างผลขยายไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้ (Spillover) และ 3. เพิ่มอำนาจต่อรองให้ประเทศไทยภายใต้พลวัตรโลกใหม่ ทุกวันนี้เราถูกบีบจากหลายทาง GDP ไทยโตรั้งท้าย เพื่อนบ้านกำลังแซงเพราะเราเดินช้า ประเทศมหาอำนาจก็พยายามบีบให้ประเทศไทยต้องเลือกข้าง
นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวว่า ถ้าจะกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศเกี่ยวกับ AI คือทำอย่างไรให้การลงทุนเรื่อง AI ทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่ทางนโยบาย และตัวเลือกมากยิ่งขึ้น ซึ่งการขยายพื้นที่ทางนโยบายในตัวเลือกต่าง ๆ ของประเทศไทย ไม่ได้หมายความแค่ว่าเราต้องทำในประเทศเท่านั้น ถ้าทำร่วมกับภูมิภาคอาเซียน ให้อาเซียนมีทางเลือกประเทศไทยก็มีทางเลือกเช่นเดียวกัน
เมื่อลงไปดูเรื่อง AI ตนขอแบ่งออกเป็น 5 ชั้น ชั้นที่ 1 คือ พลังงานสะอาด(Clean Energy) อย่าเอาตัวเลขเม็ดเงินจากจำนวน Data Center ที่จะลงทุนในประเทศไทย มาเป็นผลงานใหญ่โตแล้วไปบดบังยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ลึกกว่านั้นคือการวางบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค เพราะทุกที่ต้องการพลังงานไฟฟ้าสะอาด ถ้าเราปลดล็อคเรื่องเสรีพลังงานได้ พรรคประชาชนเคยมีการศึกษาแผนในการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานประเทศไทยให้ไปสู่พลังงานสะอาด เป็นศูนย์กลางของอาเซียนใช้เงินลงทุนประมาณ 4 แสนล้านใน 12 ปี รัฐบาลไม่ต้องกู้สักบาท มีเอกชนจำนวนมากที่อยากลงทุนในพลังงานสะอาดเรามีเงินในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ
สิ่งที่เราพยายามตั้งข้อสังเกตคือคล้ายกับโครงการ TH-AI Passport เหลือเงินกองทุนดีอีเยอะ 1,600 กว่าล้าน เปิดประมูลล็อคสเปคเอาผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องมาเสร็จแล้วได้งานไป ได้ผลประโยชน์มีเงินทอนกลับบ้านหลังบ้านหรือเปล่าเราไม่รู้ อีก 2 แสนล้านที่จะออกพ.ร.ก.เงินกู้ ขั้นตอนการใช้จ่ายงบประมาณก็เป็นแบบนี้ เพราะเป็นเงินนอกงบประมาณไม่ผ่านสภาฯ
" พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาทคณะกรรมการกลั่นกรองกันเอง มีแต่ปลัดกระทรวงฝ่ายบริหารตั้งกันมาใช้กันเอง กว่าจะรายงานสู่สภาฯใช้เงินไปแล้ว ผ่าน 1 ปีงบประมาณถึงมารายงานสภาฯทีหลัง เรากำลังตั้งข้อสงสัย ว่า 2 แสนล้านบาทที่คุณอ้างว่าเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานสะอาดจริงไหมนะ หรือกำลังจะมีอะไรน่าสงสัย เกี่ยวข้องกับธุรกิจการเมืองหรือเปล่า เป็นสิ่งที่พวกเราตั้งคำถาม " นายณัฐพงษ์กล่าว
นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึง ชั้นที่ 2 คือชิป (Semiconductor) ซึ่งนายกรัฐมนตรีพึ่งตั้งบอร์ด Semicconductor ไปและเป็นประธานเองก็ต้องรอดู หน้าตาของแผนยุทธศาสตร์จะออกมาเป็นแบบไหน ซึ่งประเทศไทยควรขึ้นรถไฟให้ถูกขบวน และส่งเสริมให้ถูก ขณะนี้มีตัว Photonics กำลังมา คือการสื่อสารกันด้วยแสง , ชั้นที่ 3 คือ ข้อมูล (Data) เราบอกว่าเราเสียอธิปไตยทางเทคโนโลยีให้แพลตฟอร์มต่างประเทศหมด แต่อย่าลืมว่าอธิปไตยทางข้อมูล ถ้าเรามีข้อมูลที่มีมูลค่าสูงเป็นของตัวเองรัฐหรือเอกชนของไทยเข้าถึง เท่ากับว่าถ้าเราสร้างอธิปไตยทางข้อมูลของเราเองได้ เราก็จะสร้างข้อมูลทาง AI ของตัวเองได้ ซึ่งหมายถึงอำนาจต่อรองของเราในอนาคต เช่น ชุดข้อมูลทางด้านการเงิน สุขภาพการศึกษาและการเดินทาง
ชั้นที่ คือ 4 อัลกอริทึม (Algorithm) เราไม่มีความจำเป็นต้องไปพัฒนา LLM แข่งกับchat gpt หรือ gemini แต่เลือกทำโมเดลบางอย่างที่เป็นประโยชน์และตอบโจทย์กับในประเทศเรามากกว่า เช่น AI อ่านภาพถ่ายดาวเทียม และถ้า AI เข้าใจกระบวนการของรัฐทั้งหมดผ่านการเรียนรู้ภาษากฎหมายในระบบราชการทั้งหมด ต่อไปเราจะประหยัดค่าเขียนแอปของรัฐได้ขนาดไหน และชั้นที่ 5 คือ แอปพลิเคชัน (Application) แอปพลิเคชันระดับชาติ เช่น การทำ AI จับโกง เพิ่มประสิทธิภาพลดทุจริตและรัฐเป็นลูกค้ารายแรก สามารถใข้ AIจับโกงผ่าน TOR ได้
นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวว่า แผน AI แห่งชาติสำหรับตนและพรรคประชาชนไม่ได้หมายถึงการซื้อของจากต่างประเทศมาแจก การเปลี่ยนจากผู้ซื้อเป็นผู้สร้างที่ดี หน้าที่บทบาทของภาครัฐ คือให้รัฐเป็นผู้ซื้อของคนไทยคนแรก เป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ภาครัฐเองก็ได้ประโยชน์ ซึ่งนี่ก็คือแผน AI ของตนทั้งหมด 5 ชั้นถ้ามีโอกาสได้เข้าไปทำงานตรงนี้








