วันที่ 21 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) เปิดเผยว่า ในช่วงต้นเดือน พ.ค.2569 ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1936/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อ.429/2569 ระหว่าง นาย ว. อดีตปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บางแก้ว (ปัจจุบัน คือ เทศบาลเมืองบางแก้ว) อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ (ผู้ฟ้องคดี) และนายกเทศมนตรีเมืองบางแก้วกับพวก รวม 2 ราย (นายกเทศมนตรีเมืองบางแก้ว (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2)) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
โดยศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ให้ยกฟ้องของ นาย ว. โดยเห็นว่า คำสั่งของเทศบาลเมืองบางแก้ว ลับ ที่ 1538/2562 ลงวันที่ 3 ธ.ค.2562 ที่ให้นาย ว. ขณะดำรงตำแหน่ง ปลัด อบต.บางแก้ว (ปัจจุบัน คือ เทศบาลเมืองบางแก้ว) ในฐานะเจ้าหน้าที่งบประมาณ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวน 3,954,600 บาท หรือ 60% ของความเสียหายทั้งหมด ให้แก่เทศบาลเมืองบางแก้วนั้น เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
เนื่องจาก นาย ว. ขณะดำรงตำแหน่ง ปลัด อบต.บางแก้ว กระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เสนอร่างงบประมาณ เพื่อขออนุมัติจ่ายเงินสะสมต่อนายก อบต.บางแก้ว และได้เสนอญัตติขออนุมัติจ่ายขาดเงินสะสมต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว พิจารณาจ่ายขาดเงินสะสมเพื่อก่อสร้างถนน 2 โครงการ วงเงินรวม 6,591,000 บาท โดยไม่ตรวจสอบหนังสือแสดงความยินยอมให้ปรับปรุงซ่อมแซมสาธารณูปโภคว่า เจ้าของที่ดินได้อุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์หรือยินยอมให้ อบต.บางแก้ว ก่อสร้างถนน เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือไม่
เป็นผลโดยตรงให้เทศบาลเมืองบางแก้วได้รับความเสียหาย จากการถนนที่ก่อสร้างทั้ง 2 โครงการ ซึ่งก่อสร้างบนที่ดินของเอกชน ตกเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดิน
นอกจากนี้ แม้ว่าในภายหลัง หากปรากฏว่าที่ดินเอกชนที่เป็นที่ตั้งของโครงการก่อสร้างถนนทั้ง 2 โครงการ ได้กลายเป็นทางสาธารณะหรือมีสภาพเป็นทางสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แต่เมื่อขณะที่มีการก่อสร้างถนนทั้ง 2 โครงการบนที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นของเอกชน ไม่อาจกระทำได้ และทำให้เกิดความเสียหายแก่ อบต.บางแก้ว และเมื่อ นาย ว. เป็นผู้กระทำการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และเป็นผลโดยตรงให้ อบต.บางแก้วได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อ อบต.บางแก้ว นายกเทศมนตรีเมืองบางแก้ว จึงมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้ นาย ว. รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เทศบาลเมืองบางแก้วได้
“เมื่อผู้ฟ้องคดี (นาย ว.) ดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว ในฐานะเจ้าหน้าที่งบประมาณ มีหน้าที่ทำการพิจารณาตรวจสอบ วิเคราะห์ แก้ไขงบประมาณ และจัดทำร่างงบประมาณเสนอต่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว เพื่อนำเสนอต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว รวมทั้งมีหน้าที่ร่วมกับนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้วในการควบคุมงบประมาณเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทยตามข้อ 5 ข้อ 23 และข้อ 33 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2541
และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดี ขณะดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว ในฐานะเจ้าหน้าที่งบประมาณได้เสนอร่างงบประมาณ เพื่อขออนุมัติจ่ายเงินสะสมต่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว และได้เสนอญัตติขออนุมัติจ่ายขาดเงินสะสมต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว พิจารณาจ่ายขาดเงินสะสมเพื่อก่อสร้างถนนสายทางเชื่อมระหว่างถนนบัวนครินทร์ถึงชุมชนเมืองแก้ว หมู่ที่ 8 และหมู่ที่ 9 ในคราวประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว สมัยประชุมสภาสมัยวิสามัญ สมัยที่ 1/2557 (ครั้งที่ 1) เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2557
และขอให้พิจารณาจ่ายขาดเงินสะสมเพื่อก่อสร้างถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต บริเวณชุมชนเมืองแก้ว ซอย 6 หมู่ที่ 8 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ในคราวประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว สมัยประชุมสภา สมัยสามัญ สมัยที่ 2/2557 (ครั้งที่ 1) เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2557 โดยสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้วมีมติให้ความเห็นชอบให้จ่ายขาดเงินสะสมในการดำเนินการก่อสร้างถนนทั้งสองโครงการดังกล่าว
ทั้งที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้วไม่อาจใช้งบประมาณของตนเพื่อไปดำเนินการก่อสร้างถนนในที่ดินดังกล่าวได้ เนื่องจากเจ้าของที่ดินไม่ได้อุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์หรือยินยอมให้ทางราชการเข้าไปดำเนินการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามแนวทางที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว ถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ส.ค.2550 ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0505/ว 111 ลงวันที่ 2 ส.ค.2550 และตามข้อ 89 วรรคหนึ่ง (1) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547
ซึ่งหากผู้ฟ้องคดีได้ใช้ความระมัดระวังเพียงเล็กน้อย โดยการตรวจสอบหนังสือแสดงความยินยอมให้ปรับปรุงซ่อมแซมสาธารณูปโภคลงวันที่ 25 ก.พ.2557 ว่า เจ้าของที่ดินได้อุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์หรือยินยอมให้องค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้วก่อสร้างถนน เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ ย่อมจะทราบว่าเจ้าของที่ดินไม่ได้มีเจตนาอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ หรือยินยอมให้องค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้วก่อสร้างถนนเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน
พฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดี (นาย ว.) จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และเป็นผลโดยตรงให้เทศบาลเมืองบางแก้วได้รับความเสียหายจากการจ่ายขาดเงินสะสม อันเป็นการกระทำละเมิดต่อเทศบาลเมืองบางแก้ว ทั้งนี้ ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เทศบาลเมืองบางแก้ว ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายกเทศมนตรีเมืองบางแก้ว) จึงมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เทศบาลเมืองบางแก้วได้ ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว การที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า ตนมิได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงไม่อาจรับฟังได้
มีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า ผู้ฟ้องคดีต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เทศบาลเมืองบางแก้ว เพียงใด
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า... เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า ผู้ฟ้องคดีขณะดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว ในฐานะเจ้าหน้าที่งบประมาณ ได้กระทำละเมิดต่อองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวของผู้ฟ้องคดี จึงอยู่ในฐานะผู้เกี่ยวข้อง (ตรวจสอบ/เสนอความเห็น)
โดยที่หนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0406.2/ว 66 ลงวันที่ 25 ก.ย.2550 ได้กำหนดแนวทางการกำหนดสัดส่วนความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ กรณีการใช้เงินผิดระเบียบ โดยจ่ายเงินเกินสิทธิไม่มีสิทธิผิดระเบียบ ให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง โดยเป็นผู้ตรวจสอบหรือเสนอความเห็นรับผิดในอัตราร้อยละ 60 และให้ผู้บังคับบัญชาชั้นต้น ชั้นกลาง หรือผู้ผ่านงานกับผู้บังคับบัญชาชั้นสูงหรือผู้อนุมัติรับผิดในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหาย
ทั้งนี้ การกำหนดสัดส่วนความรับผิดของเจ้าหน้าที่ตามหนังสือกระทรวงการคลังดังกล่าวเป็นเพียงเป็นแนวทางประกอบการพิจารณาในเบื้องต้นเท่านั้น หากมีข้อเท็จจริงหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแตกต่างไปจากแนวทางข้างต้น หน่วยงานของรัฐย่อมสามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนใหม่ได้ตามความเหมาะสม
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายกเทศมนตรีเมืองบางแก้ว) เห็นชอบกับความเห็นของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดที่ให้ผู้ฟ้องคดี (นาย ว.) ในฐานะเจ้าหน้าที่งบประมาณรับผิดในอัตราร้อยละ 60 เป็นเงินจำนวน 3,954,600 บาท ตามคำสั่งเทศบาลเมืองบางแก้ว ลับ ที่ 1538/2562 ลงวันที่ 3 ธ.ค.2562 และไม่ปรากฏว่าการละเมิดเกิดจากความผิดหรือระดับความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม
ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณี การที่เทศบาลเมืองบางแก้วโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดี ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวน 3,954,600 บาท จึงเหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดีแล้ว ทั้งนี้ ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ดังนั้น คำสั่งเทศบาลเมืองบางแก้ว ลับ ที่ 1538/2562 ลงวันที่ 3 ธ.ค.2562 ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมาย
และเมื่อคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ) ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี แจ้งตามหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ สป 0023.4/ว 856 ลงวันที่ 9 มี.ค.2563 ได้พิจารณาโดยอาศัยข้อเท็จจริงและกฎหมายอย่างเดียวกันกับคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
สำหรับข้ออุทธรณ์ที่ว่า ก่อนดำเนินการสอบสวน นายอำเภอบางพลี มิได้ดำเนินการตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และข้อ 15 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ตามหนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท 0804.4/ว 1551 ลงวันที่ 22 ก.ค.2551 เรื่อง การสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อ 4
รวมทั้งมิได้ส่งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ผู้ฟ้องคดี (นาย ว.) จึงเสียสิทธิในการคัดค้านคณะกรรมการในฐานะเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองตามมาตรา 13 หรือมาตรา 13 ประกอบมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว
อีกทั้ง มิได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีได้รับทราบถึงสิทธิในการนำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้ามาในการพิจารณาทางปกครอง รวมทั้งสิทธิที่ผู้ฟ้องคดีจะมีหนังสือแต่งตั้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่กำหนดแทนผู้ฟ้องคดีในกระบวนพิจารณาทางปกครองใดๆ และสิทธิในการที่ผู้ฟ้องคดีจะแสดงพยานหลักฐานจัดทำคำชี้แจง หรือแสดงความเห็นของพยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญ ตามมาตรา 23 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง และมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน
และนายอำเภอบางพลีมีเจตนาไม่แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรับทราบถึงสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในระหว่างสอบสวนตามแบบบันทึกการสอบสวน ทำให้การออกคำสั่งเทศบาลเมืองบางแก้วที่ให้ผู้ฟ้องคดี ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนที่กำหนด นั้น
เห็นว่า เมื่อประธานกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด มีหนังสือถึงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว แจ้งผลการตรวจสอบกรณีการก่อสร้างถนนในที่ดินเอกชนทั้งสองโครงการให้ทราบ และให้ผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งผู้ฟ้องคดีชี้แจงในประเด็นที่มีการกล่าวหา ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ลงลายมือชื่อรับทราบและสั่งการท้ายหนังสือ ลับ ที่ สป 74001/10 ลงวันที่ 30 ต.ค.2560 และหนังสือ ลับ ที่ สป 74001/25 ลงวันที่ 29 ธ.ค.2560 และผู้ฟ้องคดีทำบันทึกคำให้การในเรื่องดังกล่าวแล้ว
จึงถือว่าได้มีการให้ผู้ฟ้องคดีได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และได้ให้โอกาสโต้แย้งแสดงหลักฐานอย่างเพียงพอแล้วตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ประกอบข้อ 15 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 รวมทั้งตามหนังสือกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ มท 0804.4/1551 ลงวันที่ 22 ก.ค.2551 และหนังสือกรมบัญชีกลางที่ กค 1410.2/ว 217 ลงวันที่ 16 มิ.ย.2551 จึงไม่จำเป็นต้องให้ผู้ฟ้องคดีมาให้ถ้อยคำโดยมีการบันทึกถ้อยคำตามแบบบันทึกการสอบสวนอีกแต่อย่างใด
อีกทั้ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ก็ไม่ได้บัญญัติหรือกำหนดให้ต้องส่งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดให้ผู้ฟ้องคดีทราบ
นอกจากนี้ การแจ้งสิทธิและหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาทางปกครองให้คู่กรณีในการพิจารณา ทางปกครองทราบนั้น ย่อมเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่จะแจ้งให้ทราบตามความจำเป็นตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มิได้เป็นขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญที่หากไม่มีการดำเนินการดังกล่าว คำสั่งทางปกครองจะไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด
ดังนั้น แม้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจะไม่แจ้งสิทธิการนำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้ามาในกระบวนการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด รวมทั้งสิทธิในการแต่งตั้งบุคคลหนึ่งบุคคลใดตามมาตรา 23 และมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวดังที่ผู้ฟ้องคดีอ้าง ก็มิได้ทำให้ค้าสั่งเทศบาลเมืองบางแก้ว ที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างใด
ส่วนมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน เป็นบทบัญญัติที่ให้เจ้าหน้าที่พิจารณาพยานหลักฐานที่ตนเห็นว่า จำเป็นแก่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่งรวมถึงการแสวงหาหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง การรับฟังพยานหลักฐาน คำชี้แจง หรือความเห็น พร้อมพยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่คู่กรณีในการพิจารณาทางปกครองกล่าวอ้าง มิได้เป็นบทบัญญัติที่ให้เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งสิทธิการนำเสนอพยานหลักฐาน คำชี้แจง หรือความเห็นดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทราบแต่อย่างใด ข้ออุทธรณ์ดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจรับฟังได้
ในส่วนข้ออุทธรณ์ที่ว่า คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด มิได้ร่วมลงชื่อในบันทึกคำให้การของผู้ฟ้องคดี และมิได้พิจารณาข้อเท็จจริงหรือคำให้การของผู้ถูกกล่าวหาอื่นอีก 7 ราย นั้น
เห็นว่า บันทึกคำให้การของผู้ฟ้องคดี เป็นเอกสารที่ผู้ฟ้องคดีจัดทำขึ้น การที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดไม่ได้ลงชื่อในบันทึกดังกล่าว จึงไม่ได้ทำให้การสอบสวนเสียไปแต่อย่างใด และคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดมีอำนาจหน้าที่พิจารณาข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการกระทำละเมิด
โดยตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รับฟังพยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญ และตรวจสอบเอกสารวัตถุ หรือสถานที่ ตามข้อ 14 วรรคหนึ่ง ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของหน้าที่ พ.ศ.2539 กรณีย่อมเป็นดุลพินิจของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดที่จะรับฟังพยานหลักฐานอย่างไรได้บ้าง
และเมื่อพิจารณาคำสั่งเทศบาลเมืองบางแก้ว ลับ ที่ 1538/2562 ลงวันที่ 3 ธ.ค.2562 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เห็นว่า ได้มีการระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง รวมทั้งข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจครบถ้วนแล้ว
นอกจากนี้ การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่านายอำเภอบางพลีขยายระยะเวลาการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโดยไม่ชอบตามหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ข้อ 3 วรรคหนึ่ง แจ้งตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0313.6/ว 2092 ลงวันที่ 1 ก.ค.2540
เนื่องจากได้ใช้ดุลพินิจขยายระยะเวลาล่วงหน้าหรือก่อนที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจะมีหนังสือขอขยายระยะเวลา และการที่นายอำเภอได้อนุญาตให้ขยายเวลาเป็นครั้งที่สองอีก 30 วัน เป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่มีอำนาจและนอกเหนืออำนาจตามหลักเกณฑ์ข้างต้น นั้น
เห็นว่า แม้หากการขยายเวลาดังกล่าวจะไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ข้างต้นตามที่ผู้ฟ้องคดีอ้าง แต่ก็ไม่เป็นสาระสำคัญที่ทำให้คำสั่งของเทศบาลเมืองบางแก้วไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ข้ออุทธรณ์ดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจรับฟังได้เช่นกัน
สำหรับข้ออุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีที่ว่า ปัจจุบันประชาชนในเขตพื้นที่ตำบลบางแก้ว ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นาง จ. และนางสาว ส. ในฐานะผู้จัดการมรดกของคุณหญิง จ. ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเลขที่ 145217 เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ ในคดีแพ่ง ข้อหาหรือฐานความผิดที่ดินทางสาธารณะ ในคดีหมายเลขดำที่ 86/2561
และยื่นฟ้องบริษัท ว. ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเลขที่ 12242 เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ ในคดีแพ่ง ข้อหาหรือฐานความผิดที่ดินทางสาธารณะในคดีหมายเลขดำที่ 89/2561
หากศาลมีคำพิพากษาให้ โฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นทางสาธารณะโดยปริยาย ตั้งแต่ช่วงเวลาก่อนที่องค์การบริหาร ส่วนตำบลบางแก้วจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างถนนทั้งสองโครงการตามที่โจทก์ฟ้อง
จะส่งผลให้ถนนตามโครงการก่อสร้างถนนสายทางเชื่อมระหว่างถนนบัวนครินทร์ถึงชุมชนเมืองแก้ว หมู่ที่ 8 และหมู่ที่ 9 และโครงการก่อสร้างถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต บริเวณชุมชนเมืองแก้ว ซอย 6 หมู่ที่ 8 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มีสภาพเป็นทางสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามมาตรา 1304 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตลอดจนมีผลย้อนหลังและเป็นคุณแก่ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งมีผลเป็นการลบล้างข้อกล่าวหา
ประกอบกับผู้ฟ้องคดีได้เสนอให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดรอฟังคำพิพากษาของศาลจังหวัดสมุทรปราการให้เป็นที่ยุติอย่างแท้จริงเสียก่อน แต่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดไม่ดำเนินการแต่อย่างใด นั้น
เห็นว่า แม้จะมีการฟ้องร้องกันตามที่ผู้ฟ้องคดีอ้าง แต่เมื่อขณะที่มีการก่อสร้างถนนทั้งสองโครงการบนที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นของเอกชน อันไม่อาจกระทำได้ ทำให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว และเมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นผู้กระทำการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และเป็นผลโดยตรงให้องค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้วได้รับความเสียหาย
กรณีจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว เทศบาลเมืองบางแก้ว โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เทศบาลเมืองบางแก้วได้ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ประกอบมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้ออุทธรณ์ดังกล่าว ของผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจรับฟังได้
สำหรับกรณีที่ผู้ฟ้องคดี (นาย ว.) มีคำขอท้ายอุทธรณ์ โดยขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีตามหนังสือเทศบาลเมืองบางแก้ว ลับ ที่ สป 71901/3 ลงวันที่ 8 ม.ค.2562 นั้น
เห็นว่า หนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดังกล่าว เป็นเพียงการแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี และแจ้งว่าได้รายงานความเห็นพร้อมเหตุผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในฐานะผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ทราบแล้วเท่านั้น ความเห็นของผู้ถูกห้องคดีที่ 1 ตามหนังสือดังกล่าว จึงมิใช่คำวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีดังที่ผู้ฟ้องคดีเข้าใจ แต่อย่างใด
ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต่อศาล ทั้งนี้ ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
พิพากษายืน”คำพิพากษาศาลปกครอง คดีหมายเลขดำที่ อ.1936/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อ.429/2569 ลงวันที่ 7 พ.ค.2569 ระบุ








